×

นัดชิงทั้ง 9 ของสเปอร์ส ไม่ใช่เพื่อแชมป์ แต่เพื่อหนีตกชั้น!

06.03.2026
  • LOADING...
นักเตะท็อตแนม ฮอตสเปอร์ แสดงความผิดหวังหลังพ่ายแพ้ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ทีมอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น

ในขณะที่คู่แข่งร่วมแดนลอนดอนเหนือกำลังขยับเข้าใกล้ความสำเร็จอันหอมหวานที่รอคอยกว่า 22 ปี ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ กำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติเหนือวิกฤติหลังความพ่ายแพ้อันเลวร้ายถูกคริสตัล พาเลซ บุกมาหักคอคาบ้าน 3-1

 

นี่เป็นความพ่ายแพ้นัดที่ 3 ติดต่อกันของพวกเขาภายใต้การนำทีมของ อิกอร์ ทูดอร์ โค้ชคนใหม่ และสเปอร์สไม่รู้จักคำว่าชนะเป็นเกมที่ 11 ติดต่อกัน

 

สำหรับทีมที่มองว่าตัวเองคือ ‘Big Six’ นี่มันไม่ใช่แล้ว

 

สิ่งที่ใช่และเป็นความจริงสำหรับสเปอร์สคือพวกเขากำลังเผชิญความเสี่ยงในระดับสูงสุดต่อการตกชั้นไปสู่เดอะ แชมเปียนชิพ ในฤดูกาลหน้า

 

คำถามคือทีมเบอร์นี้ตกต่ำมาไกลถึงขนาดนี้ได้อย่างไร และพวกเขายังเหลือความหวังอีกมากน้อยแค่ไหนในการที่จะอยู่รอด

 

ในวงการฟุตบอลมีคำพูดหนึ่งที่เป็นสัจธรรม

 

“ไม่มีทีมฟุตบอลใดที่ดีและแย่ภายในเวลาข้ามวัน”

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสเปอร์สในเวลานี้นั้น หากเรามองย้อนกลับไปให้ดีจะพบว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจขนาดนั้น เพราะนี่ไม่ใช่ฤดูกาลแรกที่พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพของ ‘ทีมหนีตกชั้น’ ในทางตรงกันข้าม นี่เป็นฤดูกาลที่ 2 แล้วที่โหมด Survival ถูกเปิดใช้งาน

 

ย้อนกลับไปในฤดูกาลที่แล้วทีมดังลอนดอนภายใต้การนำของแอนจ์ ปอสเตโคกลู ทำผลงานในระดับสวิงสวาย เพราะในขณะที่พวกเขาทำได้ดีในรายการฟุตบอลถ้วยยุโรป ยูเอฟา ยูโรปา ลีก ซึ่งสุดท้ายเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์แรกของสโมสรได้นับตั้งแต่ปี 2008 อุดปากแฟนบอลร่วมเมืองบางทีมที่ชอบเหน็บว่า ‘Spursy’ ได้

 

แต่ในลีกสเปอร์สกลับต้องกระเสือกกระสนอย่างหนักเพื่อดิ้นรนหนีการตกชั้น

 

มองจากขุมกำลังภายในทีมแล้ว ในสายตาและความรู้สึกของนักวิเคราะห์เห็นว่าการที่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอาจเป็นเรื่องของ ‘อุบัติเหตุทางเกมฟุตบอล’ ที่บางครั้งก็เกิดขึ้นได้กับทีมใหญ่

 

การได้แชมป์แรกในรอบหลายปีหลังพยายามมายาวนาน อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่พาสเปอร์สกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

 

นักเตะท็อตแนม ฮอตสเปอร์ แสดงความผิดหวังหลังพ่ายแพ้ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ทีมอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น 1

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้กลับเป็นการตอกย้ำและซ้ำเติมชาว Lily Whites ว่าความสำเร็จอย่างแชมป์ยูโรปา ลีก ต่างหากที่เป็นภาพลวงตา

 

ความจริงที่โหดร้ายคือสเปอร์ส อย่าว่าแต่จะเป็นทีมที่จะประสบความสำเร็จหรือลุ้นติดอันดับไปฟุตบอลยุโรปเลย พวกเขาอาจจะไม่ดีพอที่จะอยู่รอดด้วยซ้ำไป

 

การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการปลดปอสเตโคกลู พ้นจากตำแหน่งทั้งๆ ที่พาทีมคว้าแชมป์ได้และดึงหนึ่งในกุนซือเครดิตดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกอย่างโธมัส แฟรงค์ ไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่ดูแย่นักในภาพด้านนอก

 

แฟรงค์เองก็พาทีมทำผลงานได้พอใช้ในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาล พอมองเห็นความหวังอยู่บ้าง

 

แต่ปัญหาเริ่มก่อตัวอย่างช้าๆ เมื่อผลงานของสเปอร์สค่อยๆ ตกลงอย่างน่าใจหาย ผลงานส่วนตัวของนักเตะระดับสตาร์หลายคนในทีมย่ำแย่อย่างยากจะเชื่อ และที่สำคัญที่สุดคือ ‘รอยร้าว’ ระหว่างแฟรงค์และลูกทีมเริ่มปริแตกออกมาให้เห็น

 

โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายก่อนจะมีการปลดโค้ชชาวเดนมาร์กที่บอบช้ำกับการทำงาน ผลงานนั้นเข้าขั้นสาหัส ไม่ชนะใครติดต่อกันยาวนานถึง 8 นัด และมีกระแสข่าวปัญหาความขัดแย้งภายในทีมรุนแรงขึ้น

 

ฝ่ายบริหารของสโมสรตัดสินใจที่จะขอเดิมพันกับโค้ชที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในการพาทีมหนีตกชั้นเป็นพิเศษอย่าง อิกอร์ ทูดอร์ เข้ามาแทนที่

 

น่าเศร้าที่การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เป็นไปในทางที่ดีเลย สเปอร์สแพ้ 3 นัดติดต่อกันให้กับทีมจากลอนดอนทั้งหมด ตั้งแต่อาร์เซนอล (หมดรูป), ฟูแลม และล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมากับคริสตัล พาเลซ

 

เกมที่เหมือนจะดีอยู่แล้วเมื่อได้ประตูออกนำไปก่อนจากโดมินิก โซลังกี แต่สุดท้ายใบแดงของมิคกี ฟาน เดอ เฟนที่นำไปสู่จุดโทษก็นำหายนะมาสู่ทีม

 

สเปอร์สอยู่ในอันดับที่ 16 ของตาราง มีแต้มเหนือโซนตกชั้นเพียงแค่ 1 แต้ม และยังไม่ชนะใครเลยตั้งแต่เข้าปี 2026 เป็นต้นมา

 

นักเตะท็อตแนม ฮอตสเปอร์ แสดงความผิดหวังหลังพ่ายแพ้ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ทีมอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น 2

 

ดังนั้นไม่ต้องถามแล้วว่าสเปอร์สมีโอกาสตกชั้นหรือไม่? เพราะทิศทางและแนวโน้มค่อนข้างชัดเจน เช่นกันกับหายนะในทางการเงินถ้าตกชั้นที่จะสั่นสะเทือนสโมสรอย่างรุนแรงเพราะรายได้จะหายไปถึงปีละ 250 ล้านปอนด์

 

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือพวกเขายังมีโอกาสจะรอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้หรือไม่?

 

ด้วยใจเป็นกลาง เมื่อมองไปที่เกมพรีเมียร์ลีก 9 นัดที่เหลือของฤดูกาลแล้ว มือก็ยกขึ้นมาทาบอกเบาๆ

 

1. ลิเวอร์พูล (A)

 

2. น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (H)

 

3. ซันเดอร์แลนด์ (A)

 

4. ไบรตัน (H)

 

5. วูล์ฟส (A)

 

6. แอสตัน วิลลา (A)

 

7. ลีดส์ (H)

 

8. เชลซี (A)

 

9. เอฟเวอร์ตัน (H)

 

นี่คือโปรแกรมที่เหลือในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ซึ่งเวลานี้บอกได้เต็มปากว่าสำคัญกว่าการลงเล่นในรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่จะเจอกับแอตเลติโก มาดริด ในรอบ 16 ทีม

 

ถึงแม้สถานการณ์นั้นคล้ายคลึงกับในฤดูกาลที่แล้วอยู่บ้าง แต่ความหนักหนาและวี่แววแล้วบอกได้ว่าตอนนี้หนักกว่าปีกลายเยอะมาก ไม่ว่าจะด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่ถือว่าเอาเรื่อง ต้องเจอทีมที่ลุ้นไปแชมเปียนส์ ลีก 3 ทีมอย่างลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลลา และเชลซี โดยเป็นเกมเยือนทั้งหมด

 

เจอทีมหนีตกชั้นด้วยกันอย่างฟอเรสต์ และลีดส์ ซึ่งจะเป็นเกมสำคัญยิ่งยวดสำหรับสเปอร์สในช่วงปลายฤดูกาลนี้ และยังมีทีมที่ผลงานดี ซันเดอร์แลนด์, ไบรตัน และเอฟเวอร์ตัน รวมถึงวูล์ฟส ที่โอกาสรอดตกชั้นอาจจะน้อยแต่ตอนนี้พวกเขากลับมาเป็นทีมที่เริ่มดีอีกครั้ง

 

มองจากสภาพของสเปอร์สในเวลานี้แล้วหนักใจ

 

3 นัดที่ผ่านมาภายใต้การนำของทูดอร์มองไม่เห็นแววว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร เมื่อทีมยังไม่กลับมาเล่นอย่างเป็นระบบ ไม่มีระเบียบ เต็มไปด้วยจุดบกพร่อง ขาดความเข้าใจในทีม ไม่ได้ต่างจากวันที่แฟรงค์ยังอยู่ หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ

 

เพราะทูดอร์มาพร้อมกับระบบและวิธีการเล่นในแบบของตัวเอง และพยายามจะให้ทีมเล่นในแนวทางดังกล่าว แต่การจะมาปรับหรือเปลี่ยนอะไรให้สลับซับซ้อนในช่วงเวลานี้ ในสถานการณ์นี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องสักเท่าไรนัก

 

สิ่งที่คนจะพาทีมหนีตกชั้นทำ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำให้ทีมเล่นเกมรับได้เหนียวที่สุด แพ้ยากที่สุด และใช้โอกาสที่มีให้ดีที่สุด

 

สำคัญไม่แพ้กันคือความเข้าใจในธรรมชาติของเกมฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งถ้ามองแบบนี้แล้วมันเป็นงานในแบบของคนอย่าง แซม อัลลาร์ไดซ์ หรือฌอน ไดช์ ที่ก็ว่างงานเหมือนกัน ถนัดกว่า แต่พวกเขาไม่ได้ถูกเลือกมาทำงานนี้

 

สเปอร์สยังอยู่ในสภาวะ ‘ขาดผู้นำ’ อย่างสิ้นเชิง หลังการจากไปของซนฮึงมิน

 

นักเตะอย่างคริสเตียน โรเมโร, มิคกี ฟาน เดอ ฟาน หรือแม้แต่ชูเอา ปาลินญา แม้จะเป็นนักเตะที่แกร่งแต่พวกเขาไม่สามารถแสดงความเป็นผู้นำของทีมที่จะรวมทุกคนเป็นหนึ่งเดียวได้

 

ขณะที่เกมรุกก็ฝากผีฝากไข้อะไรไม่ได้เลย ชาบี ซิโมนส์ เพลย์เมกเกอร์ความหวังค่าตัวแพงจากแอร์เบ ไลป์ซิก กลายเป็นเด็กน้อยไม่ประสาโลกในเกมระดับพรีเมียร์ลีก โดยที่ริชาร์ลิสัน, แรนดัล โคโล มัวนี หรือมาทิส เทล ก็ไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไร คนเดียวที่พอจะไหวคือโดมินิก โซลังกีเท่านั้น

 

 

นักเตะท็อตแนม ฮอตสเปอร์ แสดงความผิดหวังหลังพ่ายแพ้ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ทีมอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น 3

 

สเปอร์สจะรอดหรือไม่หลังจากนี้อยู่ที่ความสามารถของทูดอร์ที่จะหาทางเปลี่ยนแปลงทีมในระยะเวลาอันสั้นมากๆ ได้อย่างไร

 

ในสถานการณ์ที่พวกเขาต้องลงเล่นเกมที่เปรียบเสมือน ‘นัดชิง’ ถึง 9 นัดนับจากนี้ในพรีเมียร์ลีก

 

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่เรื่องของระบบวิธีการเล่น เพราะปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสเปอร์สอาจจะเป็นเรื่องของ Mindset และทัศนคติในการเล่นของนักเตะในทีม

 

โดยที่หากมองในภาพใหญ่กว่านั้นคือมันเป็นเรื่องของ Culture วัฒนธรรมในที่ทำงานที่เป็นปัญหาสำหรับสเปอร์สมาตลอด แม้แต่กุนซือผู้พิสูจน์ตัวเองด้วยความสำเร็จมามากมายอย่างโชเซ มูรินโญ หรืออันโตนิโอ คอนเต ก็ไม่ไหวที่จะช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนแปลง สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ ไปไม่รอด

 

โดยที่หน่วยเหนือ เมื่อไม่มีหัวเรือใหญ่อย่างดาเนียล เลวี ที่ประกาศวางมือหลังอยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง 25 ปี ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีจากยุคก่อน

 

โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนกับทีม (Investment) ซึ่งก็ถูกมองว่าไม่กล้าลงทุน ไม่เสี่ยง ลงทุนกับทีมแค่พอถูไถ ตัวผู้เล่นที่ได้ก็เป็นระดับเกรดเหมือนดี แต่ก็ไม่ดี และเป็นแบบนี้มายาวนาน จนเห็นได้ชัดผ่านผลงานใน 2 ฤดูกาลหลังว่าขุมกำลังของพวกเขาแย่แค่ไหน

 

แต่การวิเคราะห์ วิจารณ์ ถอดบทเรียนอะไรมันเป็นเรื่องที่เอาไว้คุยกันทีหลังได้

 

สำหรับสเปอร์สไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้ว

 

ความจริงอีกด้านคือการหนีตกชั้นก็ไม่ถึงกับเป็นเรื่องใหม่เสียทีเดียว อย่างที่บอกปีกลายก็เคยหนีตกชั้นมาแล้ว

 

หรือในฤดูกาล 1997/98 สเปอร์สก็เคยฉายหนังเรื่อง ‘The Great Escape’ ในแบบของเขาเช่นกัน

 

เพียงแต่ในวันนั้นพวกเขามีฮีโร่อย่าง เยอร์เกน คลินส์มันน์ ยอดศูนย์หน้าในตำนานที่ตัดสินใจกลับมาทีมเก่าอีกครั้งและสามารถพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จอย่างน่าประทับใจ

 

เขียนถึงตรงนี้ หันกลับไปมองชื่อในทีมสเปอร์สอีกที

 

มีใครจะทำแบบคลินส์มันน์ได้บ้างไหม?

 

ไม่แน่ใจเท่าไร

 
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising