สเปนติดตั้งแนวกั้นลอยน้ำบริเวณพรมแดนระหว่างโมร็อกโกกับเซวตา หลังผู้อพยพหลายหมื่นคนหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่แห่งนี้เมื่อ 2 วันก่อน ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) เตรียมประชุมฉุกเฉิน และประเทศสมาชิกส่งจดหมายเรียกร้องให้มีมาตรการปกป้องชายแดนของแต่ละประเทศ
ประเด็นสำคัญ
ส่วนองค์กรสิทธิมนุษยชนออกมาเรียกร้องให้สเปนไม่ส่งผู้อพยพกลับไปเผชิญการประหัตประหาร พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการและระบบช่วยเหลือผู้สูญหาย รวมถึงขอให้ยุติวาทกรรมเหยียดเชื้อชาติ
สเปนติดตั้งแนวกั้นพรมแดน ปัดโมร็อกโกไม่ได้อยู่เบื้องหลังการอพยพ
รัฐบาลสเปนเปิดเผยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า กำลังติดตั้งแนวกั้นลอยน้ำใกล้เขื่อนกันคลื่นตาราฆาล บริเวณพรมแดนระหว่างโมร็อกโกกับเซวตา เขตปกครองตนเองที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ หลังผู้อพยพนับหมื่นคนหลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้โดยใช้เส้นทางดังกล่าวเมื่อ 2 วันก่อน
ตามรายงานของ Reuters แนวกั้นดังกล่าวเป็นแนวกั้นแบบเติมลม โดยจะติดตั้งควบคู่กับทุ่นลอยน้ำทางทะเลที่ยึดไว้กับพื้นทะเล มีความสูงพ้นผิวน้ำประมาณ 30-70 เซนติเมตร และยื่นลงไปใต้ผิวน้ำลึกได้ถึง 1 เมตร ขณะที่จะมีช่องว่างระหว่างแนวกั้นเพื่อเปิดทางให้เรือของหน่วยพิทักษ์พลเรือนลาดตระเวนในพื้นที่
ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงภายในสเปนระบุว่า ในจำนวนผู้อพยพราว 5-6 หมื่นคนที่เดินทางเข้ามาเมื่อ 2 วันก่อน มีอย่างน้อย 48,300 คนเดินทางกลับโมร็อกโกแล้ว ขณะที่อีกหลายร้อยคนยังทยอยออกจากพื้นที่ตลอดทั้งคืน
ส่วนฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลสเปนในเซวตาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 67 รายระหว่างพยายามเข้าสู่เซวตา โดยบางส่วนจมน้ำเสียชีวิต ขณะที่บางส่วนถูกเหยียบหรือเบียดทับระหว่างพยายามปีนข้ามเขื่อนกันคลื่นและรั้วตามแนวชายแดน
ด้าน เฟร์นันโด กรันเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงภายในสเปน ออกมาวิจารณ์เครือข่ายลักลอบขนคนเข้าเมืองว่า ฉวยประโยชน์จากผู้อพยพที่อยู่ในภาวะเปราะบาง และเผยแพร่การตีความคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลฎีกาสเปนอย่างคลาดเคลื่อน
[หมายเหตุ: คำวินิจฉัยระบุว่า ผู้อพยพที่ว่ายน้ำเข้าสู่เซวตาและถูกสกัดกลางทะเล ไม่สามารถถูกผลักดันกลับได้ทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการตามกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ข้ามแนวกั้นทางกายภาพ เช่น รั้วชายแดน]
กรันเด-มาร์ลาสกายังกล่าวกับผู้สื่อข่าวจากเซวตาว่า สเปนสามารถฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยได้เกือบทั้งหมดภายใน 24 ชั่วโมง แต่วิกฤตนี้ยังไม่ยุติลงอย่างเป็นทางการ โดยกำลังตำรวจและทหารที่ส่งมาเสริมจะยังคงประจำการต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น แม้จำนวนผู้อพยพที่ข้ามแดนในช่วงกลางคืนจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์แล้ว
“โมร็อกโกไม่ใช่ภัยคุกคามต่อเซวตาหรือพื้นที่อื่นของสเปน โมร็อกโกเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้อย่างเต็มที่” กรันเด-มาร์ลาสกากล่าว พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวว่า โมร็อกโกอยู่เบื้องหลังการอพยพ และระบุว่า ไม่มีข้อมูลข่าวกรองบ่งชี้ว่าจะเกิดการหลั่งไหลเข้าพื้นที่ครั้งใหญ่
อนึ่ง สเปนมีท่าทีเปิดรับผู้อพยพมากกว่าหลายประเทศในยุโรป โดยได้ดำเนินโครงการให้สิทธิพำนักแก่ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารมากกว่า 500,000 คน แต่รัฐบาลย้ำจุดยืนว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้ผู้อพยพเข้าสู่เซวตา เพราะมีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้สมัครต้องพิสูจน์ว่า พำนักอยู่ในสเปนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2026 และต้องอาศัยอยู่ในประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 เดือนในช่วงยื่นคำร้อง
ยุโรปประชุมฉุกเฉิน ซานเชซโต้ผู้นำชาติตะวันตก ‘เห็นแก่ตัว’
วิกฤตผู้อพยพในเซวตาทำให้ประเทศสมาชิก EU มากกว่า 20 ประเทศร่วมกันส่งจดหมายถึงคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อเรียกร้องให้จัดประชุมฉุกเฉินของรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงภายใน
จดหมายดังกล่าวมีรายชื่อผู้นำบางส่วน ได้แก่ จอร์จา เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี โดยระบุว่า EU ไม่อาจปล่อยให้การข้ามแดนครั้งใหญ่สร้างความรู้สึกว่า การเข้าสู่ประเทศอย่างผิดกฎหมายของผู้อพยพสามารถเปลี่ยนเป็นการพำนักอย่างถูกกฎหมายได้
จดหมายยังระบุว่า ภาพเหตุการณ์ในเซวตาอาจกระตุ้นให้เกิดความพยายามเพิ่มเติม บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อนโยบายการย้ายถิ่นร่วมกันของยุโรป และส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกทั้งหมด
ขณะที่ เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ส่งจดหมายอีกฉบับถึงคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อปกป้องนโยบายด้านการย้ายถิ่นของรัฐบาล และกล่าวหาผู้ที่เรียกร้องให้ระงับสเปนออกจากเขตการเดินทางเสรีของยุโรปว่า ‘เห็นแก่ตัว’ โดยพุ่งเป้าไปยังอิตาลีที่ตัดสินใจระงับการเดินทางของสเปนตามข้อตกลงเชงเกนเป็นเวลา 1 เดือน
“ท่าทีเช่นนี้ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยอคติ ข่าวปลอม ความไม่รู้ หรือผลประโยชน์ทางการเมือง ขัดต่อกฎหมายยุโรป กฎหมายมนุษยธรรม และหลักความเป็นหนึ่งเดียวกันที่ผูกพันพวกเราไว้ด้วยกัน”
“ในบริบทระหว่างประเทศขณะนี้ สหภาพยุโรปไม่อาจยอมรับปฏิกิริยาที่เห็นแก่ตัว สร้างความแตกแยก และผิดกฎหมายเช่นนี้ได้” ซานเชซระบุในจดหมายถึงประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและประธานคณะมนตรียุโรป
ผู้เชี่ยวชาญและนักสิทธิคิดเห็นอย่างไร
จูดิธ ซันเดอร์แลนด์ ฝ่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและผู้อพยพขององค์กร Human Rights Watch กล่าวว่า แผนการของสเปนกำลังสร้างสัญญาณเตือน เพราะเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่า เจ้าหน้าที่จะสกัดผู้ที่พยายามว่ายน้ำอ้อมแนวกั้นได้อย่างไร
เธอย้อนถึงเหตุการณ์ในปี 2014 หลังหน่วยพิทักษ์พลเรือนสเปนยิงกระสุนยางใส่กลุ่มผู้อพยพที่พยายามเข้าสู่เซวตาทางทะเล โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย
ส่วน เอสเตบัน เบลตรัน ผู้อำนวยการ Amnesty International Spain เรียกร้องให้สเปนและโมร็อกโกยึดสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์กลาง โดยต้องเปิดให้ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเข้าถึงกระบวนการขอลี้ภัย ไม่เลือกปฏิบัติตามวิธีที่ใช้ข้ามแดน และห้ามขับไล่คนออกจากประเทศเป็นกลุ่มโดยไม่พิจารณาเป็นรายบุคคล
Amnesty ยังย้ำหลักห้ามส่งกลับ (Non-Refoulement) พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้กำลัง ดูแลเด็ก ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบาง รวมถึงหยุดวาทกรรมเหยียดเชื้อชาติ
ด้านองค์กร Caminando Fronteras ซึ่งติดตามการเสียชีวิตและการสูญหายตามแนวชายแดนระบุว่า ผู้คนจำนวนมากต้องว่ายน้ำนานหลายชั่วโมงในสภาพอากาศเลวร้าย ใช้อุปกรณ์ลอยตัวที่ไม่ปลอดภัย และบางส่วนเป็นเด็กหรือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีสงคราม เช่น ซูดาน มาลี และชาด
องค์กรเห็นว่า การเพิ่มรั้วและมาตรการสกัดกั้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้แก้แรงผลักดันให้คนออกเดินทาง พร้อมเรียกร้องให้มีเส้นทางที่ปลอดภัย ระบบช่วยเหลือผู้สูญหาย การเก็บตัวอย่าง DNA และการประสานงานระหว่างตำรวจ สถานกงสุล และหน่วยงานรัฐ
ภาพ: Pedro Nunes / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.nytimes.com/2026/08/01/world/europe/spain-ceuta-migrants-morocco-border.html
- https://www.reuters.com/world/europe/spain-installs-floating-barrier-ceuta-after-calm-night-following-border-rush-2026-08-01/
- https://www.amnesty.org/en/latest/news/2026/07/spain-ensure-human-rights-dignity-and-humanity-are-central-in-response-to-exceptional-arrival-of-people-in-ceuta/
- https://caminandofronteras.org/en/ceuta-a-border-city-the-beginning-and-end-of-many-lives/


