SME D BANK เผยยอดปล่อยกู้ SMEs ปี 2568 ทะลุ 7.9 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างรวมโต 0.9% สู่ระดับ 9.9 หมื่นล้านบาท สวนทางตัวเลขสินเชื่อ SMEs โดยรวมที่ไม่เติบโต 13 ไตรมาสติดต่อกัน
วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) พิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ของธนาคาร โดยสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 79,043 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร
สินเชื่อโตสวนระบบ ดันเงินหมุนเวียนกว่า 3.6 แสนล้านบาท
ตามพันธกิจของธนาคารที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ทำให้จำนวนเงินปล่อยกู้ทั้งหมดกว่า 70% เป็นสินเชื่อรายใหม่และรายเล็ก วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 362,010 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานราว 620,360 ราย
ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) ขยายตัว 0.9% จากปี 2567 อยู่ที่ 99,564 ล้านบาท สวนทางแนวโน้มสินเชื่อ SMEs โดยรวมที่ไม่เติบโต 13 ไตรมาสติดต่อกัน โดยสินเชื่อติดลบ 12 จาก 13 ไตรมาสล่าสุด ส่วนอีกหนึ่งไตรมาสทรงตัวที่ระดับ 0.1%
คุม NPL เหลือ 7.9% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ พิชิตระบุว่า อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 7.9% ต่ำที่สุดในรอบ 23 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร หากพิจารณาเฉพาะพอร์ตหลังออกจากแผนฟื้นฟูปี 2558 จะมี NPL เพียง 2.69% เท่านั้น
นอกจากนี้ ธนาคารยังตั้งสำรองความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ราว 154% สะท้อนฐานะการเงินที่มีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ ในปี 2568 SME D Bank มีกำไรสุทธิ 261 ล้านบาท หลังหักการตั้งสำรอง โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการตั้งสำรองส่วนเกินอย่างน้อยจนถึงปี 2569 เพื่อรักษาความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว มากกว่าการมุ่งเพิ่มผลกำไร
“SME D Bank ควบคุม NPL ใช้แนวทางดูแลลูกค้าเป็นรายบุคคล แทนการบริหารเชิงพอร์ต โดยมีเครื่องมือช่วยเหลือลูกหนี้ตามระดับความเสี่ยง เช่น การปรับโครงสร้างหนี้หรือการตัดเงินต้นในบางกรณี แม้จะทำให้รายได้ดอกเบี้ยของธนาคารลดลง แต่ช่วยรักษาคุณภาพพอร์ตได้ในระยะยาว”
ตลอดปีที่ผ่านมา SME D Bank ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกว่า 32,900 ราย ผ่านมาตรการพักชำระหนี้ และโครงการต่าง ๆ เช่น ‘คุณสู้ เราช่วย’ รวมถึงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคเหนือและภาคใต้
ชี้ SME ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
พิชิตกล่าวต่อว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา SME ไทยต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ทั้งภัยธรรมชาติ มาตรการภาษีสหรัฐฯ และการไหลบ่าของสินค้าต่างประเทศ ตลอดจนสถานการณ์ชายแดน ซึ่งส่งผลให้สถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม SME D Bank ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ยังคงเดินหน้าอัดฉีดสินเชื่อให้ SME ไทยผ่านแนวทาง ‘พัฒนาคู่เติมทุน’ โดยสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ควบคู่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ผ่านการใช้เทคโนโลยี การพัฒนาองค์ความรู้ และการทำตลาด เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ SME ในระยะยาว
เปิดเป้าปี 2569 โฟกัส 3 อุตสาหกรรมอนาคต
สำหรับเป้าหมายปี 2569 พิชิตระบุว่า ธนาคารตั้งเป้ายอดเบิกจ่ายสินเชื่อไม่ต่ำกว่าปี 2568 ที่ 75,000 ล้านบาท และพยายามผลักดันให้แตะระดับ 80,000 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัว โดยย้ำว่าจะไม่ปรับลดเป้าหมายลงต่ำกว่าปีก่อน
โดยธนาคารตั้งเป้าหนุน SME ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1) อาหาร 2) สุขภาพ และ 3) เกษตรแปรรูป โดยมุ่งนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และ AI มาเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ SME D BANK จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคท่องเที่ยว ซึ่งมีลักษณะเติบโตเร็วแต่ผันผวนสูง และกลุ่มฐานการผลิตของประเทศ โดยธนาคารเตรียมทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรและสถาบันการศึกษา เพื่อเชื่อมต่อการพัฒนาและกระจายการสนับสนุนให้ครอบคลุมมากขึ้น
เตรียม 3 สินเชื่อดอกเบี้ย 3% วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท
ในด้านการเงิน SME D Bank ได้เตรียม 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลัก อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี และมีวงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ได้แก่
- สินเชื่อปลุกพลัง SME วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
- สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท
- สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท
ควบคู่โปรแกรมพัฒนาธุรกิจเชิงลึก ทั้งด้านดิจิทัล AI การเงินเชิงกลยุทธ์ และการดูแลลูกค้ากลุ่มเสี่ยง (Special Mention) เพื่อประคองธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน


