Shock Me Girl กลายเป็นซีรีส์ GL แนวตั้งสุดเบียวที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก ด้วยโทนเรื่องที่ทั้งกวน ตลก และเต็มไปด้วยโมเมนต์ชวนอมยิ้ม ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่แฟนๆ แชร์ต่อกันอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์
ภายใต้เรื่องราวของกลุ่มนักเรียนหญิงที่ต้องเผชิญทั้งความรัก และความวุ่นวายในชีวิตวัยรุ่น ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ความสนุกแบบเบาสมองเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนและเคมีของตัวละครที่ทำให้คนดูอินไปกับทุกฉาก
THE STANDARD POP ถือโอกาสชวนเหล่านักแสดงมาร่วมพูดคุยถึงเบื้องหลังซีรีส์ ความสนุกของการสวมบทบาท รวมถึงเกมพิเศษที่ให้แต่ละคนลองแต่ง “ฟิก GL” ในแบบของตัวเอง ซึ่งแต่ละเรื่องก็เต็มไปด้วยจินตนาการล้ำเกินคาดแบบที่แฟนๆ ต้องอมยิ้มตาม

ชวนรู้จักซีรีส์ GL แนวตั้ง Shock Me Girl พร้อมคาแรกเตอร์ของแต่ละคน
Monet: ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์แนวแซฟฟิกที่เล่าเรื่องราวภายใต้รั้วโรงเรียนค่ะ ภายในเรื่องจะมีความรักหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแค่ความรักแบบคนรักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรักแบบเพื่อนและครอบครัวด้วย อยากให้ทุกคนลองเปิดใจดู เพราะโทนของเรื่องจะมีความกวนๆ เบียวๆ ตลกๆ ดูสบายๆ
สำหรับตัวละครที่หนูได้รับชื่อว่า ‘จอร์จี้’ เป็นเด็กที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ มีความห้าวๆ แมนๆ หน่อย อาจจะดูเหมือนเป็นคนก้าวร้าวในบางครั้ง แต่จริงๆ แล้วเป็นคนน่ารัก เพียงแค่ด้วยการเลี้ยงดูและหลายๆ ปัจจัยทำให้เขาแสดงออกมาในแบบนั้นค่ะ
ตอนแรกหนูไม่ค่อยอยากให้ตัวละครชื่อจอร์จี้ เพราะรู้สึกว่าชื่อเหมือนหมา (หัวเราะ) ก็เลยลองไปขอพี่ทีมงานเปลี่ยนชื่อดู แต่พี่เขาบอกว่าตัวละครหลักทั้งสี่คน ตะวัน มินตรา จอร์จี้ และเสี่ย แต่ละคนมีคาแรกเตอร์ที่ชัดมาก ถ้าเปลี่ยนชื่อไปอาจจะทำให้ความโดดเด่นของตัวละครลดลง
ตอนนั้นหนูยังไม่ได้มีชื่ออื่นในใจ แค่คิดว่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่จอร์จี้ แต่พอพี่ทีมงานอธิบายให้ฟัง ก็รู้สึกว่าเขาตั้งใจกับโปรเจกต์นี้มาก เลยไม่อยากไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาวางไว้ สุดท้ายก็เลยได้เป็นจอร์จี้นี่แหละค่ะ
Marine: ตัวละครของหนูชื่อ ‘เสี่ย’ ค่ะ เป็นคนที่มีเอเนอร์จีค่อนข้างเยอะ เป็นคนเฟรนด์ลี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้องหรือคนที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ
เสี่ยเป็นคนที่อยากมอบความรักให้กับคนรอบตัว เรียกได้ว่าเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความรักเลยก็ได้ แบบว่าใครมีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาเสี่ยได้ เหมือนเป็นเซียนเรื่องความรัก แล้วก็จะมีเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็คือจอร์จี้นั่นเองค่ะ
ที่น่าสนใจคือ ‘เสี่ย’ เป็นชื่อจริงๆ ไม่ใช่ฉายา พ่อเป็นคนตั้งให้ เพราะพ่ออยากให้เราโตขึ้นมาเป็นเสี่ยเหมือนเขา เหมือนเป็นการสานต่อจากพ่อ เพราะถ้าเราไม่ได้ชื่อเสี่ย เราอาจจะไม่อยากเป็นเสี่ยก็ได้ พ่อเลยตั้งชื่อเสี่ยไปเลย ซึ่งอันนี้เป็นรายละเอียดในเนื้อเรื่องจริงๆ ด้วย หนูไปถามผู้กำกับมาแล้วค่ะ (หัวเราะ)
Praew: ตัวละครของหนูชื่อ ‘มินตรา’ เป็นคนเรียบร้อย ใจดี แล้วก็เป็นคนที่ค่อนข้างสุภาพค่ะ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีให้ใครง่ายๆ แล้วก็เป็นคนที่คิดอะไรอยู่ในหัวตลอดเวลา เป็นคนที่ค่อนข้างคิดเยอะนิดหนึ่งค่ะ
สิ่งที่แต่ละคนชอบหรือไม่ชอบในตัวละครของตัวเองคืออะไร?
Praew: สิ่งที่ชอบในตัวมินตรา คือความจริงใจค่ะ เขาเป็นคนใจดี ดูน่ารัก แล้วก็เป็นคนที่จริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง เลยรู้สึกว่าคาแรกเตอร์แบบนี้น่ารักดี
ส่วนสิ่งที่ไม่ค่อยชอบ… อาจจะเป็นเวลาที่มินตราวีนใส่จอร์จี้ เพราะบางครั้งมันดูเหมือนเขาจะหัวรุนแรงกับจอร์จี้เกินไปนิดหนึ่ง
Marine: ชอบให้เราได้เต๊าะคนอื่นเล่นๆ มันแบบมีความสุขอ่ะ แบบ .. “จอร์จี้แห่งความรัก” มันแฮปปี้กับตัวเอง เหมือนเป็นคนที่มีพลังแห่งความรักอยู่ตลอดเวลา
ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบ… จริงๆ ไม่มีเลยค่ะ เพราะเสี่ยเป็นคนที่นิสัยดีมาก หนูรู้สึกว่าเสี่ยเป็นตัวละครที่น่ารักมากๆ

เสี่ย = มารีน?
Marine: ก็อาจจะมีบางส่วน เพราะตัวละครนี้มีความเฟรนด์ลี่ คล้ายกับนิสัยจริงของหนูที่ชอบเล่นกับคนอื่น ชอบทำให้คนรอบตัวมีรอยยิ้ม
ตอนถ่ายทำการแสดงก็ถือว่าค่อนข้างท้าทายเหมือนกัน ถึงจะดูเหมือนเล่นง่าย แต่จริงๆ ผู้กำกับเปิดโอกาสให้พวกเราด้นสดเยอะมาก บางเทคเขาก็จะบอกว่าอยากได้อีกเวย์หนึ่ง ก็เลยต้องลองเปลี่ยนวิธีเล่นไปเรื่อยๆ เผื่อจะได้อารมณ์ที่ต่างออกไป
อีกอย่างหนึ่งคือในชีวิตจริงหนูไม่ได้เป็นคนที่ไปเต๊าะทุกคนขนาดนั้น อาจจะมีแซวเล่นบ้าง แต่ในซีรีส์มันต้อง “เต๊าะจริงจัง” แล้วก็ต้องเล่นกับจังหวะการพูดให้ดูมีเสน่ห์มากขึ้น เช่น การลากเสียงหรือใส่น้ำเสียงให้ดูเยิ้มๆ เวลาพูด มันเลยต้องหาจังหวะของตัวเองเหมือนกัน
แต่โดยรวมแล้ว หนูรู้สึกว่ารักตัวละครเสี่ยมากค่ะ
Monet: ชอบความตรงไปตรงมาของจอร์จี้ รู้สึกอะไรก็พูดออกมาเลย ไม่ต้องคิดซับซ้อนมาก หนูรู้สึกว่าความตรงแบบนี้มันก็ดีในอีกแบบหนึ่ง
แต่ในขณะเดียวกัน ความตรงเกินไปก็อาจเป็นข้อเสียได้เหมือนกัน เพราะถ้าไปพูดตรงๆ ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม หรือพูดกับคนที่อ่อนไหว มันก็อาจจะทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีได้
ถ้าให้นิยามเกี่ยวกับซีรีส์ภาพรวม ในแบบของเรา แบบสั้นๆ
Monet: ถ้ามองจากมุมของจอร์จี้ ซีรีย์เรื่องนี้มันค่อนข้างเศร้านะ เพราะในเรื่องจอร์จี้ดูเหมือนเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อน แล้วก็เหมือนเป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครรัก เลยทำให้บรรยากาศในมุมของตัวละครนี้มีความเหงาๆ เศร้าๆ อยู่เหมือนกัน
Marine: นิยามของหนูคือการรักคนอื่นเป็น คือไม่ใช่แค่รักแบบเล่นๆ หรือสนุกไปเรื่อย แต่เป็นความรักที่มีเป้าหมาย มีความตั้งใจว่าถ้าเรารักใครสักคนแล้ว ชีวิตเราจะเดินไปทางไหน จะมีความสุขขึ้นไหม หรือจะดีขึ้นยังไง ไม่ใช่แค่รักทุกคนไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็กลับมาเศร้าเอง
Praew: หนูรู้สึกว่าเป็นซีรีส์ที่ดูสนุก ดูง่าย และมีหลายอารมณ์ ค่ะ ดูได้แบบไม่เครียด เบาสมอง แต่ก็ไม่ได้เบาเกินไป เพราะในเรื่องก็มีหลายโมเมนต์ หลายอารมณ์ให้ได้อินตามเหมือนกัน

คำว่า ‘ความรัก’ ในนิยามของแต่ละคนมีหน้าตาเป็นแบบไหน?
Monet: หนูขอพูดถึงความรักในอีกมุมหนึ่งละกัน คือ ความรักในสิ่งที่เราชอบ อย่างเช่นการเต้น
หนูเคยอ่านแนวคิดของ Alysa Liu แล้วชอบมาก เขาเคยพูดประมาณว่า “บางครั้งเราต้องถอยห่างจากสิ่งที่เรารัก เพื่อจะได้รู้ว่าเรารักมันมากแค่ไหน”
หนูรู้สึกว่ามันจริงมาก เพราะบางช่วงที่เราซ้อมหนักๆ กับสิ่งที่เรารัก เราอาจจะเหนื่อยหรือรู้สึกหมดแพสชันบ้าง บางทีก็แอบคิดว่ามันใช่ที่ของเราหรือเปล่า
แต่พอเราได้หยุด ได้ถอยออกมาจากมันสักพัก เราก็จะกลับมาคิดได้ว่าสิ่งนั้นมีค่ากับเรามากแค่ไหน เลยรู้สึกว่าบางทีความรักไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันตลอด บางครั้งการถอยออกมาบ้าง ก็ทำให้เราเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นค่ะ
Marine: ความรักของหนูคือการที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ สมมติว่าถ้าเราเหงา ไม่มีคนคุยด้วย หรืออยากร้องไห้ คนแรกที่เรานึกถึงก็คือเขา เพราะบางเรื่องเราก็ไม่อยากเล่าให้พ่อแม่ฟังทั้งหมด ไม่อยากให้ท่านต้องเครียดไปกับเราด้วย
อีกอย่างคือการที่อยู่กับเขาแล้วชีวิตเราดีขึ้น สมมติว่าถ้ามีแฟน หนูก็ไม่อยากเป็นคนที่ติดแฟนมากจนกระทบกับการเรียนหรือการทำงาน อยากให้เขาเป็นคนที่คอยซัปพอร์ต สนับสนุน และให้กำลังใจกันมากกว่า
Praew: สำหรับหนูคงคล้ายกับพี่มารีน คือความรักต้องมีความเข้าใจกัน ถ้าเข้าใจกันได้ เวลาอยู่ด้วยกันมันก็จะสบายใจ แค่นั้นก็โอเคแล้วค่ะ

พูดถึง 3 สิ่งคนที่เราตกหลุมรักได้ง่ายที่สุด
Praew: หนูชอบคนที่มั่นใจในตัวเอง แล้วก็เป็นคนที่มีอะไรสักอย่างที่ตัวเองถนัด หรือเก่งในสิ่งที่ตัวเองชอบ จะเก่งเรื่องอะไรก็ได้เลยบนโลกนี้ แค่มีสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี หนูรู้สึกว่ามันดูเท่มาก แล้วข้อสุดท้ายคือชอบคนที่นิสัยดีค่ะ
Marine:
- เป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
- เป็นคนที่ตรงต่อเวลา
- ไม่เจ้าชู้ (หัวเราะ)
Monet: หนูชอบคนที่มีความสนใจหรือแพสชันของตัวเอง จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แค่มีสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ แล้วก็ชอบคนที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้อยากเป็นเหมือนใคร และก็…ต้องน่ารักด้วย (เขิน)
Mirin: ชอบคนที่ จริงใจ อบอุ่น และลึกซึ้ง สำหรับหนูความลึกซึ้งมันคล้ายกับความใส่ใจ แต่เป็นการใส่ใจที่ไม่ได้มองข้ามเรื่องเล็กๆ ในชีวิต แล้วก็สามารถมองเข้าไปถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้จริงๆ
Mail: ชอบคนที่เวลาอยู่ด้วยแล้วเราสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ แบบไม่ต้องพยายามเป็นใครอีกคนหนึ่ง แล้วก็ชอบคนดีค่ะ
Grape: หนูชอบคนที่เข้าใจเรา แล้วก็เป็นคนที่เก่งในด้านใดด้านหนึ่ง จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แค่มีสิ่งที่ตัวเองเก่ง แล้วก็ชอบคนที่คุยสนุก แล้วก็เป็นคนที่ใส่ใจ

ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้มีการดำเนินชีวิต บางบริบทที่ค่อนข้างเบียว เลยอยากรู้ถึงวีรกรรมความเบียวๆ ในอดีตของแต่ละคนมีอะไรบ้าง
Monet: ตอน ป.4 หนูเคยใส่เสื้อ Kimetsu no Yaiba ไปโรงเรียน แล้วครูก็มาบอกว่าจะยึดเสื้อ เพราะมันไม่ใช่ชุดนักเรียน ตอนนั้นหนูเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามมาก ก็เลยถามครูว่า “ทำไมคะ มันก็แค่เสื้อกันหนาวเอง ทำไมถึงผิด?” เพราะอยากรู้เหตุผลจริงๆ
สุดท้ายครูก็เรียกหนูไปห้องปกครองเลย (หัวเราะ) แต่หนูก็ไม่ได้ซีเรียส เพราะรู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ถึงตอนนั้นจะดูเบียวๆ ไปหน่อย แต่ก็รู้สึกว่ามันน่ารักดี เพราะเป็นการแสดงออกว่าเราชอบอะไร
Marine: หนูเคยหัวแตกตอนเด็กๆ เพราะเล่นเปลแล้วเปลขาดค่ะ พอไปโรงพยาบาลก็ต้องมีผ้าพันหัวใช่ไหม แล้วตอนนั้นหนูดูหนังเยอะ รู้สึกว่าคนที่พันผ้าหัว คือคนสมองเสื่อม มันดูเท่มาก
ตอนนั้นชอบมาก แฮปปี้มาก ถึงมันจะหายแล้ว แต่หนูก็ยังขอให้แม่พันผ้าบนหัวไปโรงเรียนอยู่ ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้เจ็บแล้ว (หัวเราะ) เพราะรู้สึกว่ามันดูเด่น ดูมีอะไร พอไปโรงเรียนแล้วเพื่อนหรือครูถามว่า “เป็นอะไร?” หนูจะมีความสุขมาก เพราะรู้สึกว่ามันดูพิเศษ
Praew: หนูเคยแกล้งพี่ค่ะ ตอนนั้นยังเด็กมาก ตอนนั้นเราฟังเรื่องผีกันตอนกลางคืน พอพี่เรียกชื่อหนู หนูก็แกล้งตอบกลับไปว่า “หนูไม่ใช่แพรว รู้ได้ไงว่านี่คือแพรว” แล้วก็ทำหน้าตาน่ากลัวใส่พี่ สุดท้ายพี่หนูกลัวมากจนร้องไห้เลย
Monet (เสริม): ตอนดู Train to Busan หนูกลัวซอมบี้มาก ถึงขั้นเอาผ้าม่านไปปิดหน้าต่างทุกบานในบ้าน เพราะกลัวว่าซอมบี้จะบุกเข้ามา (หัวเราะ)
Mirin: ของหนูอาจจะไม่ได้ถึงขั้นเบียวมาก แต่ตอนเด็กๆ หนูเคยไปโรงเรียนแบบใส่แมสก์ดำ ใส่ฮู้ดมีสีสัน แล้วเวลาถ่ายรูปก็จะเอามือปิดหน้า พร้อมเปิดเพลงแนวเบียวๆ เหมือนเป็นนักบินอวกาศอะไรแบบนั้น
Mail: ตอนอนุบาลหนูเคยบอกเพื่อนว่า จริงๆ แล้วหนูเป็นเจ้าหญิง (หัวเราะ) แล้วที่บ้านจะมีคนรับใช้คอยเปลี่ยนชุดให้ทุกวัน
ตอนนั้นดูยูทูบเยอะ แล้วเห็นคลิปที่เขาไปตามหาเจ้าหญิงจริงๆ ก็เลยอยากเป็นบ้าง ก็เลยเล่าให้เพื่อนฟังว่าที่บ้านหนูมีชุดเจ้าหญิงเต็มไปหมด เลือกใส่ได้ทุกวัน แล้วก็มีคนแต่งหน้าให้ทุกเช้าด้วย
Grape: ตอนเด็กๆ หนูเล่น TikTok ตั้งแต่ปี 2018 แล้วค่ะ ช่วงนั้นเห็นคนเล่น Pop-It กันเยอะใน TikTok หนูก็เลยสร้างแอ็กเคานต์ขึ้นมาแล้วถ่ายคลิปกด Pop-It จริงๆ ก็ไม่ได้ดังอะไรนะคะ แต่ก็มีรุ่นน้องในโรงเรียนเข้ามาคอมเมนต์เล่นกับหนูเหมือนกัน

ถาม Grape หนึ่งในตัวละครที่ถูกมองว่า “ขโมยซีน” มากของซีรีส์ รู้สึกอย่างไรกับบทบาทนี้
Grape: หนูรู้สึกว่าตัวละครนี้มันสนุก แล้วก็มีความตลกค่ะ อีกอย่างมันค่อนข้างเป็นตัวหนูจริงๆ เหมือนเป็นภาพของหนูในแบบที่คนนอกแฟนคลับได้เห็น
พอได้มาเล่นจริงๆ ก็เลยรู้สึกว่าเล่นได้ง่าย เพราะไม่ได้ต้องเติมอะไรเพิ่มเข้าไปมาก ตัวละครมันค่อนข้างตรงกับตัวตนของหนูอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่ามันคลิกกับเรา
อีกอย่างหนึ่ง… หนูรู้สึกว่าตัวละครนี้น่าจะเป็นคนที่ปกติที่สุดในกลุ่มแล้ว (หัวเราะ) เลยยิ่งทำให้เล่นได้สบายมากค่ะ

นอกจากความสนุกแล้ว อยากให้ผู้ชมได้รับอะไรจากซีรีส์เรื่องนี้อีกบ้าง?
Monet: เอาจริงๆ หนูรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้ถูกทำมาเพื่อความเบาสมอง มากกว่า เพราะตอนหนูลองไปเสิร์ชคำว่า Shock Me Girls ก็เห็นหลายคนบอกว่าสนุก
บางครั้งเวลาที่เราดูหนังหรือซีรีส์ที่เนื้อหาเข้มข้นหรือซีเรียสมากๆ ถึงมันจะสนุกก็จริง แต่บางทีมันก็อาจทำให้เรากลับมาเครียดโดยไม่รู้ตัว การได้ดูอะไรที่เบาๆ ไม่ต้องคิดเยอะบ้าง ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน
เลยรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้อาจเป็นเหมือนพื้นที่เล็กๆ ที่ให้คนดูได้รีแลกซ์กับตัวเองหลังจากวันเหนื่อยๆ ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที เหมือนเป็นช่วงเวลาที่ได้พักใจหรือเหมือนได้บำบัดตัวเองนิดหนึ่งค่ะ
Marine: นอกจากความสนุกแล้ว ในเรื่องมันก็มีพาร์ตที่ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นเหมือนกัน อย่างเช่นฉากที่ตัวละครของแพรวต้องไปสารภาพกับพ่อแม่ว่าเขาชอบผู้หญิง
เพราะในอดีตเรื่องแบบนี้อาจจะยังไม่ได้เปิดกว้างเหมือนตอนนี้ โดยเฉพาะกับพ่อแม่ที่อาจจะโตมาในอีกยุคหนึ่ง การที่เด็กคนหนึ่งจะ come out กับครอบครัวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเขาอาจจะกลัวว่าพ่อแม่จะรับไม่ได้ หรือกลัวว่าจะเกิดปัญหาในครอบครัว
ซีรีส์ก็เลยเหมือนเป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าโลกตอนนี้มันเปิดกว้างมากขึ้น และอยากให้ทุกคนลองเปิดใจมองเรื่องนี้มากขึ้นค่ะ
Praew: หนูก็คิดคล้ายกับพี่มารีนค่ะ ว่าซีรีส์เรื่องนี้ช่วยให้คนดูเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางความรักมากขึ้น มันไม่ได้จำกัดแค่ผู้หญิงกับผู้หญิง อาจจะเป็นผู้ชายกับผู้ชาย หรือความรักในรูปแบบอื่นๆ ก็ได้ เพราะอีกมุมหนึ่ง โลกนี้มีอีกหลายสิ่งที่รอให้เราทำความเข้าใจอีกมากเลย

นอกจากตัวซีรีย์แล้ว พาร์ตเพลงประกอบ ‘ช็อต!!!!’ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเติมสีสันให้ซีรีส์ดูสนุกยิ่งขึ้น ด้วยจังหวะดนตรีที่คึกคักและเอเนอร์จีของเพลงที่เข้ากับคาแรกเตอร์ของนักแสดง ทำให้หลายฉากในเรื่องมีจังหวะและอารมณ์ที่ดูจอยมากขึ้นตามไปด้วย ให้ตัวแทนนักร้องได้เล่าที่มาของเพลง ช็อต!!!!
Mail: ตอนที่หนูรู้ว่าจะได้ทำเพลง จริงๆ คือช่วงสอบประเมินในวงค่ะ ประมาณ 1-2 เดือน ตอนนั้นก็มีการเรียกไปคุยเป็นคู่ๆ ตอนแรกเป็นมิลินกับเกรปที่ถูกเรียกเข้าไป พอทั้งสองคนออกมา เขาก็มาขู่พวกหนูใหญ่เลย บอกว่าพี่ป๊อปเปอร์ดุมาก มิลินถึงกับร้องไห้
ตอนนั้นหนูกับบลายธ์ก็ตกใจมาก เพราะพวกเราเป็นกลุ่มท้ายๆ ที่ต้องเข้าไปคุย พอถูกเรียกเข้าไปจริงๆ พี่ป๊อปก็ถามแบบจริงจังว่า “มีอะไรจะสารภาพไหม?” หนูกับบลายธ์ก็แบบ…เอ่อ ไม่มีค่ะ
สุดท้ายพี่ป๊อปก็เฉลยว่าจะให้พวกเราทำเพลงด้วยกัน 4 คน ซึ่งตอนนั้นมีเวลาเรียนรู้ประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก แต่พวกเราก็พยายามทำให้เต็มที่ที่สุด แล้วก็ช่วยกันซ้อมเองด้วยค่ะ
สำหรับสิ่งที่หนูชอบที่สุดในเพลงนี้ คือรู้สึกว่า มันเป็นพลังของพวกหนูจริงๆ เวลาได้ร้องหรือขึ้นโชว์มันสนุกมาก เพราะเหมือนเราได้ทำอะไรกับเพื่อน ได้อยู่กันเป็นแก๊งเดียวกัน เอเนอร์จีมันตรงกัน แล้วมันก็ตรงกับเพลงพอดี เลยรู้สึกว่า “ใช่เลย เพลงนี้คือพวกหนู”
สำหรับแต่ละคน อะไรคือสิ่งที่ชอบที่สุดในเพลงนี้?
Mirin: ชอบตรงที่เนื้อเพลงมีคำศัพท์แบบเจนใหม่ เป็นคำสไตล์ Gen Z อยู่เยอะค่ะ ทำให้เพลงมันดูทันสมัย แล้วก็ฟังง่าย พอเป็นเพลงแนวนี้ก็เลยรู้สึกว่าเข้าถึงคนฟังได้ง่าย ฟังแล้วเหมือนอยากลุกขึ้นมาเต้นตามเลยค่ะ
Mail: สำหรับหนูรู้สึกว่าเพลงนี้มันมีเอเนอร์จีของพวกหนูอยู่เต็มๆ เวลาได้ร้องหรือได้ขึ้นโชว์มันสนุกมาก เพราะเหมือนได้ทำอะไรกับเพื่อน ได้ร้องด้วยกัน อยู่กันเป็นแก๊งเดียวกัน เอเนอร์จีมันเลยตรงกัน แล้วก็เข้ากับเพลงพอดี เลยรู้สึกว่า “ใช่เลย เพลงนี้มันเป็นพวกเรา”
Grape: เพลงนี้เป็นแนวแร็ปแบบบ่นๆ กวนๆ ค่ะ เหมือนเป็นการบ่นกับเพื่อนเป็นกลุ่ม มันเลยสนุกมาก มีความทะเล้น มีความกวน แล้วก็รู้สึกว่าคาแรกเตอร์มันค่อนข้างเป็นตัวพวกหนูจริงๆ
อีกอย่างคือคนที่ได้แร็พในเพลงนี้ก็เป็นเพื่อนที่สนิทกัน อายุใกล้ๆ กัน พอได้มาแร็พรวมกันแบบนี้มันเลยสนุกมาก แล้วก็จอยมากๆ ค่ะ

ถ้าในอนาคตได้ทำเพลงในยูนิต 4 คนนี้อีก? อยากลองทำแบบไหน
Grape: จริงๆ รู้สึกว่าชอบการได้แร็พด้วยกัน เพราะมันเหมือนเป็นการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ไปพร้อมๆ กัน ในกลุ่มพวกเราก็ไม่มีใครเคยแร็พมาก่อนเลย พอได้เริ่มลองทำด้วยกันก็เหมือนค่อยๆ พัฒนาไปพร้อมกัน เลยรู้สึกว่าอยากลองทำแนวนี้ต่อไป
Mail: หนูอยากลองหลายๆ แนวเลยค่ะ แต่ส่วนตัวชอบเพลงน่ารักๆ ที่มีท่าเต้นเยอะๆ อีกอย่างคือหนูรู้สึกว่ากลุ่มพวกเรามันค่อนข้างครบรส มีทั้งคนที่ร้องเก่ง เพอร์ฟอร์มเก่ง เต้นเก่ง แล้วก็มีคาแรกเตอร์เท่ๆ ด้วย เลยอยากให้ทุกคนได้ลองทำหลายๆ แบบ ไม่อยากให้หยุดอยู่แค่แนวเดียว แต่อยากลองค้นหาด้วยว่าจริงๆ แล้วแต่ละคนชอบหรือถนัดอะไรที่ยังไม่เคยทำมาก่อน
Mirin: ใน 4 คนนี้ คาแรกเตอร์ค่อนข้างต่างกันค่ะ มีทั้งสายวิชวล สายร้อง สายเต้น เหมือนแต่ละคนมีจุดเด่นของตัวเองอยู่แล้ว
ถ้าเอาสิ่งที่แต่ละคนมีมารวมกัน แล้วทำให้มันออกมาเป็นผลงานที่โดดเด่น ก็น่าจะน่าสนใจมาก หนูเลยอยากลองทำดนตรีหลายๆ แนว อาจจะเป็นเพลงที่มีท่าเต้นชัดๆ หรือโชว์ความโดดเด่นของแต่ละคนออกมาให้เห็นมากขึ้นค่ะ

เกมคำถามสุดท้าย ให้แต่งฟิกคนละ 1 เรื่อง โดยมีตัวละครเป็นสมาชิก BNK+CGM48 แสดงในเรื่องนี้
Mail + Grape: เรื่องนี้เป็นคู่ ‘มารีน – ซินดี้’ ค่ะ
พี่มารีนเป็นนักแสดงตลก ส่วนซินดี้เป็นผู้ชม วันหนึ่งซินดี้ไปดูการแสดงในโรงหนัง แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ไปดูพี่มารีน เธอไปตามดูนักแสดงอีกคนที่ตัวเองชอบมากกว่า
แต่ระหว่างการแสดง พี่มารีนกลับมีบทที่ชอบไปขัดจังหวะตัวละครของคนที่ซินดี้ชอบอยู่ตลอด ทำให้ซินดี้หงุดหงิดมาก จนรู้สึกไม่ชอบหน้าตัวละครนี้สุดๆ เพราะเหมือนคอยแทรก คอยขัดทุกฉาก
สุดท้ายความรำคาญนั้นก็ทำให้ซินดี้กลับไป โพสต์ด่าในโซเชียล แบบจัดเต็ม
พี่มารีนบังเอิญเห็นโพสต์นั้นเข้า ก็เลยเริ่มตามหาตัวเจ้าของโพสต์ จนในที่สุดก็ทักไปถามตรงๆ ว่า “ข้องใจอะไรกับพี่หรือเปล่าคะ”
จากที่ตั้งใจจะไปเคลียร์ แต่พอได้เจอตัวจริง พี่มารีนกลับคิดในใจว่า “เอ๊ะ…น่ารักนี่หว่า”
จากเดิมที่ถูกด่า ก็เลยเปลี่ยนแผนจากการเคลียร์ มาเป็น การเต๊าะแทน
ซินดี้เองตอนแรกก็ยังไม่ชอบ เพราะรู้สึกว่าคนคนนี้กวนใจมาก แต่ลึกๆ ก็เริ่มหวั่นไหว เพราะโดนตามจีบแบบจริงจังอยู่เรื่อยๆ
เรื่องราวกำลังจะไปได้สวย จนกระทั่งมีอีกคนกลับเข้ามาในชีวิตของซินดี้อีกครั้ง เกรป แฟนเก่าของเธอ ที่จู่ๆ ก็กลับมาใกล้ชิดกันอีก
พอมารีนเห็นแบบนั้นก็เริ่มเกิดอาการหึงทันที “เดี๋ยวนะ…นั่นแฟนเก่าไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องกลับมาใกล้กันอีก?”
ซินดี้เองก็เริ่มสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วเธอกำลังชอบใครกันแน่ ระหว่างคนที่เคยรัก กับคนที่ตามจีบเธอไม่หยุด
แต่จุดหักมุมของเรื่องกลับเกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่ง เกรปได้ไปเจอกับมารีน และจากการพูดคุยกันนั้น ทั้งสองคนกลับเข้ากันได้ดีแบบไม่น่าเชื่อ
สุดท้ายทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน และกลายเป็นแฟนกันไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องเหมือนจะจบลงตรงนั้น… แต่ใน ฉากเอ็นเครดิต ซินดี้ที่ดูเหมือนจะโดดเดี่ยว ก็ได้พบกับรักครั้งใหม่ เมื่อเธอไปเจอกับ เมล และเรื่องราวทั้งหมดก็ปิดฉากลงด้วยความรักครั้งใหม่ที่กำลังเริ่มต้น

Praew + Mirin: เรื่องนี้มีตัวละครหลักสองคนคือมิริน และ เมล เดิมทีพล็อตตั้งใจให้เป็นเรื่องของมาเฟียกับบอดีการ์ด แต่หลังจากคุยกันก็เลยลองปรับให้ทั้งคู่กลายเป็นนักฆ่าแทน
ทั้งสองคนทำงานให้กับคนละบริษัท ซึ่งเป็นองค์กรคู่แข่งกัน และบังเอิญได้รับภารกิจเดียวกันคือการกำจัด “เป้าหมาย” คนเดียวกัน แต่สุดท้ายสถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อองค์กรของพวกเขากลายเป็นฝ่ายวางเกมให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันเอง
ระหว่างภารกิจ ความรู้สึกบางอย่างก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนกลายเป็นความผูกพันที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่ามันเกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมทางไปแล้ว
ตอนจบของเรื่องจึงออกมาในโทนที่ซึ้งมากขึ้น เพราะภารกิจสุดท้ายทำให้ทั้งสองต้องสู้กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสุดท้ายก็จบลงด้วยการที่ทั้งคู่เสียชีวิตไปพร้อมกัน
ภาพสุดท้ายของเรื่องคือมิรินกับเมลกอดกันอยู่ท่ามกลางความเงียบของฉากสุดท้าย
และใช่ค่ะ…นี่คือ Mr. & Mrs Smith เวอร์ชัน GL ในแบบของพวกเราเอง

Marine: เรื่องนี้เป็นเรื่องของคู่ ‘ไม้พิณ’ ระหว่าง โมเมนต์ และ แพรว ค่ะ โดยโมเมนต์เป็นนางฟ้า ส่วนแพรวเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ชีวิตค่อนข้างลำบาก
วันหนึ่งโมเมนต์ทำผิดกฎบางอย่างบนสวรรค์ จึงถูกลงโทษให้เนรเทศลงมายังโลกมนุษย์ แล้วบังเอิญแพรวเดินผ่านมาเจอโมเมนต์นอนหมดสติอยู่ พอเห็นว่าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อยู่คนเดียวก็เลยพากลับบ้านไปดูแล
พอโมเมนต์ฟื้นขึ้นมาก็โวยวายทันทีว่า “ฉันเป็นนางฟ้านะ มนุษย์อย่างเธอมายุ่งอะไรกับฉัน” แต่แพรวก็สวนกลับว่า “นี่ฉันช่วยเธอนะ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ท่ามกลางความวุ่นวายของโลกมนุษย์ โดยแพรวที่เป็นหญิงสาวสู้ชีวิตต้องคอยสอนโมเมนต์ให้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา
วันเวลาผ่านไป โมเมนต์เริ่มรู้สึกว่ามนุษย์คนนี้ช่างน่ารัก แต่เพราะเธอเป็นนางฟ้ามาก่อนจึงไม่เข้าใจว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร ขณะที่แพรวเองก็เริ่มเปลี่ยนจากคู่กัด กลายเป็นการดูแลกันอย่างเงียบๆ โดยไม่หวังอะไรตอบแทน
เมื่อโมเมนต์ได้เห็นชีวิตและภูมิหลังของแพรว ก็เริ่มสงสารและแอบให้พรกับเธอ ทั้งที่ตามปกติแล้วนางฟ้าไม่สามารถให้พรใครง่ายๆ ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งโมเมนต์ถึงได้รู้ตัวว่า เหตุผลที่เธอทำแบบนั้น เพราะเธอ แอบรักแพรว ไปแล้ว
แต่ไม่นานหลังจากแพรวได้รับพร ชีวิตของเธอกลับต้องเผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัด และเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตต่อหน้าโมเมนต์ โมเมนต์จึงเสียใจอย่างหนักและตรอมใจตามไปในที่สุด จนสุดท้ายทั้งสองวิญญาณหลุดออกจากร่าง
เมื่อเทวดาบนสวรรค์เห็นถึงความรักของทั้งคู่ จึงยอมให้ทั้งสองได้ไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกันตลอดไป

Monet: เรื่องของหนูเป็นเรื่องราวของ มารีนกับเอิร์น ค่ะ พล็อตคือพี่เอิร์นเป็นนางแบบ ส่วนมารีนเป็นช่างภาพ ทั้งสองคนได้มาเจอกันในกองถ่ายงานหนึ่ง
ตอนแรกมารีนก็ทำหน้าที่ถ่ายภาพตามปกติ แต่พอถ่ายไปเรื่อยๆ กลับเริ่มกดชัตเตอร์มากกว่าปกติ เพราะเหมือนหัวใจมันพาไป จนกลายเป็นว่าถ่ายพี่เอิร์นเยอะเกินไปโดยไม่รู้ตัว
พี่เอิร์นเองก็เริ่มสงสัยว่า “ช่างภาพคนนี้มีปัญหาอะไรกับฉันหรือเปล่า ทำไมต้องมาถ่ายอะไรจุกจิกกับฉันขนาดนี้” ด้วยความที่เป็นคนตรงและมั่นใจ วันหนึ่งเธอเลยตามไปถึงห้องพักของช่างภาพ แล้วถามมารีนตรงๆ ว่า “คุณมีปัญหาอะไรกับฉันหรือเปล่า หรือกำลังแกล้งกันอยู่?”
แต่มารีนเป็นคนที่มีอีโก้ และไม่อยากให้ใครรู้ว่าความจริงแล้วเธอแค่เขิน ก็เลยทำเป็นปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้คิดอะไร แถมยังพูดเหมือนหักหน้ากันไปมา จนกลายเป็นว่าทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไร
แต่เรื่องกลับตลกตรงที่ลูกค้าซึ่งเป็นคนจ้างงาน กลับรู้สึกว่าภาพถ่ายของนางแบบคนนี้กับช่างภาพคนนี้เข้ากันได้ดีมาก เลยจ้างให้ทำงานร่วมกันอีกครั้ง และอีกครั้ง จนทั้งสองต้องกลับมาเจอกันอยู่เรื่อยๆ
วันหนึ่งหลังจบการถ่ายทำ พี่เอิร์นที่ปกติจะมีคนมารับกลับ ไม่มีใครมารับพอดี แถมวันนั้นฝนยังตกหนัก ทั้งกองถ่ายก็ทยอยกลับไปหมดแล้ว เหลือกันแค่สองคน มารีนเลยชวนว่า “งั้นเราถ่ายรูปเล่นกันไหม”
จริงๆ แล้วเธอไม่ได้อยากถ่ายรูปอะไรเป็นพิเศษ แค่ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี เพราะเวลาอยู่ใกล้พี่เอิร์นมันชวนให้เขิน เลยเลือกมองผ่านเลนส์กล้องแทนการมองผ่านสายตาตรงๆ
ระหว่างที่กำลังถ่ายภาพกันอยู่ ทั้งสองคนค่อยๆ ขยับเข้าใกล้กันโดยไม่รู้ตัว เหมือนแรงดึงดูดบางอย่างกำลังพาให้ระยะห่างระหว่างพวกเธอสั้นลงเรื่อยๆ
จนในจังหวะหนึ่ง พี่เอิร์นเอื้อมมือมาปัดกล้องของมารีนลงเบาๆ แล้วดึงคอเสื้อของเธอเข้ามาใกล้ ก่อนจะจูบลงไปอย่างรวดเร็ว
กล้องในมือของมารีนค่อยๆ เอียงขึ้นสู่ท้องฟ้า ปล่อยให้ภาพสุดท้ายของฉากนั้นจบลงแบบเงียบๆ และทั้งสองคนก็คบกันและใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข

