×

ก.ล.ต. เตรียมเปิดเฮียริ่ง บังคับหัวหน้า Internal Audit ของบริษัทที่จะขาย IPO ต้องมีใบอนุญาตและประสบการณ์ 5 ปี พร้อมคุยตลท. ออกเกณฑ์เดียวกันคุมทุกบริษัทในตลาด

10.06.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ ก.ล.ต. พร้อมข้อความเกี่ยวกับการปรับเกณฑ์คุณสมบัติหัวหน้า Internal Audit ของบริษัทจดทะเบียน

รองเลขาฯ ก.ล.ต. เผยเตรียมเปิดรับฟังความเห็น เกณฑ์ใหม่ที่จะบังคับให้หัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบภายในของบริษัทที่เตรียมเสนอขายหุ้น IPO หรือ PO ต้องมีใบอนุญาตและประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปี พร้อมหารือตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ออกเกณฑ์เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อควบคุมบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดก่อนหน้านี้

 

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. มีแนวคิดที่จะปรับปรุงกฎเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการควบคุมภายในของบริษัทจดทะเบียน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบปัญหาการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นำไปสู่การทุจริตในบริษัทจดทะเบียนหลายกรณี

 

สาระสำคัญของแนวคิดดังกล่าว คือการกำหนดคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน ซึ่งเป็นบุคลากรสายงานสูงสุดที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงาน การประเมินระบบ และการควบคุมความเสี่ยงภายในองค์กร โดยกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ของบริษัทต้องเป็นผู้คัดกรองและแต่งตั้งผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่นี้

 

สำหรับเกณฑ์คุณสมบัติที่ ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ

 

  • คุณวุฒิความรู้ โดยบุคคลที่จะมารับตำแหน่งหัวหน้า Internal Audit ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากล เช่น Certified Internal Auditor (CIA) หรือ Internal Audit Practitioner (IAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับนานาชาติ เป็นต้น โดยใบรับรองเหล่านี้เทียบเท่ากับ CFA ในวงการวิเคราะห์การเงิน หรือ CPA ในวงการบัญชี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งมีความรู้ความสามารถพร้อม
  • ประสบการณ์ทำงาน ต้องมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานตรวจสอบภายในอย่างน้อย 5 ปี

 

เอนกย้ำถึงความจำเป็นของการออกเกณฑ์นี้ว่า หากกระบวนการตรวจสอบภายในสามารถฟังก์ชันงานได้ตามระบบที่วางไว้ จะช่วยมองเห็นสิ่งผิดปกติและป้องกันความเสียหายไม่ให้รุนแรงเมื่อเกิดเคสทุจริต

 

“กระบวนการต้องถูกออกแบบให้มีการตรวจเช็กจากหลายฝ่าย ไม่ใช่คนเดียวหรือฝ่ายเดียวทำได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ไม่ควรเป็นคนรับของและจ่ายเงินเองทั้งหมด เพราะมีความเสี่ยงสูง การยกระดับหัวหน้า IA จะช่วยให้ First Tier (คนปฏิบัติงาน) และ Second Tier (ฝ่ายตรวจสอบภายใน) ทำงานสอบยันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะรายงานขึ้นไปยังกรรมการตรวจสอบ” เอนกกล่าว

 

นอกจากนี้ เกณฑ์ใหม่จะกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลคุณสมบัติและประสบการณ์ของหัวหน้า IA ในแบบ Filing และแบบ 56-1 One Report (Annual Report) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้

 

จ่อเปิด Hearing เดือนนี้ ยันไม่สร้างภาระเกินควร

 

อเนกกล่าวต่อว่า ก.ล.ต. เตรียมจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ดังกล่าวภายในเดือนมิถุนายนนี้ หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินกลางเดือนกรกฎาคม 2569 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อออกเกณฑ์ควบคุมบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดอยู่แล้ว ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

ต่อข้อซักถามเรื่องความเพียงพอของบุคลากร เอนกกล่าวว่า จากการหารือเบื้องต้นกับสมาคมผู้ตรวจสอบภายในประเทศไทย เชื่อว่ามีบุคลากรรองรับเพียงพอ แต่ ก.ล.ต. จะพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการบังคับใช้ (Grace Period) เพื่อให้บริษัทมีเวลาปรับตัว

 

ส่วนประเด็นเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นของบริษัท เอนกยอมรับว่ากฎเกณฑ์ใหม่ย่อมสร้างภาระบ้าง แต่ ก.ล.ต. มองว่าเป็นการสร้างสมดุล เพราะสิ่งที่ได้มาคือการยกระดับการควบคุมภายใน ซึ่งมีความคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทุจริต อีกทั้งต่อให้ไม่ออกกฎเกณฑ์ กรรมการตรวจสอบของบริษัทก็ย่อมอยากได้หัวหน้า IA ที่มีความรู้และประสบการณ์อยู่แล้ว

 

โชว์ผลงานบังคับใช้กฎหมาย ปรับแล้วกว่า 660 ล้าน

 

นอกเหนือจากเกณฑ์ IA เอนก ยังได้อัปเดตข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงเดือนพฤษภาคม ก.ล.ต. บังคับใช้กฎหมายในคดีอาญาไปแล้ว 8 คดี รวมผู้กระทำผิด 43 ราย ครอบคลุมเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม การทุจริต ข้อมูลเท็จ และการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งธุรกิจหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ส่วนคดีทางแพ่ง มีการใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง 3 คดี รวมผู้กระทำผิด 6 ราย ปรับไปรวม 662 ล้านบาท และเรียกคืนผลประโยชน์ 519 ล้านบาท

 

สำหรับแนวปฏิบัติใหม่ ก.ล.ต. เตรียมยกระดับการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะเข้มงวดการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) แหล่งที่มาของเงินทุน และความสมเหตุสมผลระหว่างฐานะทางการเงินกับวงเงินซื้อขาย เพื่อสกัดกั้นปัญหาบัญชีม้าและการฟอกเงินทั้งในตลาดหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ภาพ: ก.ล.ต. จ่อยกเครื่อง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories