×

ก้าวสู่อนาคตไปด้วยกัน: เอสซีจีบวกพลังกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ร่วมพัฒนาสุดยอดนวัตกรรมเพื่อทุกชีวิตในอนาคต (PR NEWS)

โดย THE STANDARD TEAM
18.11.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

  • สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนและเอสซีจี ผนึกกำลังยกพลนักวิจัยร่วมพัฒนาสุดยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต เพิ่มขีดการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย-จีน ตอบโจทย์การทำธุรกิจในวันข้างหน้าได้อย่างหลากหลาย
  • นำร่องในอุตสาหกรรมหลัก 5 ส่วน โดยมีเม็ดเงินหนุนเริ่มต้นที่กว่า 100 ล้านหยวน หรือราว 500 ล้านบาท
  • การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้มี ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย และ ฯพณฯ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ร่วมเป็นสักขีพยาน

นี่คือข่าวดีเขย่าวงการเทคโนโลยี เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีสองสัญชาติคือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences – CAS) องค์กรด้านการวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก แหล่งรวมสุดยอดอัจฉริยะด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์ อุดมด้วยสถาบันวิจัยมากกว่า 100 แห่งในจีน นักวิจัยและทีมงานกว่า 70,000 คน เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ระดับเมธีวิจัยอาวุโสมากกว่า 800 คน และมหาวิทยาลัยในสังกัด 3 แห่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเป็นแหล่งกำเนิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญของจีน เปิดสัญญาณไฟเขียวต่อยอดความร่วมมือกับเอสซีจี ผ่านสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (กรุงเทพ) (CAS Innovation Cooperation Center (Bangkok) – CAS ICCB) ของไทยเรา สานภารกิจร่วมกันพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นครั้งแรกที่คนไทยจะได้เห็นศูนย์ความร่วมมือ ‘SCG-CAS ICCB Innovation Hub’ ที่เป็นเสมือนคอมมูนิตี้ต้นแบบในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรม พัฒนาบุคลากร และร่วมมือด้านการลงทุน เพื่อสานต่อกลยุทธ์นวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และผลักดันนวัตกรรมภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย-จีน ซึ่งเจาะตลาดและเทรนด์ธุรกิจในวันข้างหน้า แสดงศักยภาพความพร้อมด้วยการขับเคลื่อนด้วยมูลค่าโครงการเริ่มต้นกว่า 100 ล้านหยวน โดยจะนำร่องใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่

1. เมืองอัจฉริยะ (Smart City) เช่น อาคารอัจฉริยะ (Smart Building), การบริหารพลังงาน (Energy Management) ฯลฯ

2. ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ (AI / Machine learning and Robotics)

3. เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Chemicals)

4. ธุรกิจพลังงานใหม่ (New Energy Business) เช่น พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) แบตเตอรี่ หรือระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System)

5. สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Environment and Sustainability) 

 

เนื่องจากทั้งหมดนี้นับเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจสูง สามารถเข้าถึงความต้องการของกลุ่มธุรกิจทั่วโลกได้อย่างหลากหลาย และตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีได้ในทุกกลุ่มธุรกิจ

 

ตัวอย่างนวัตกรรมกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ 

 

เอสซีจีได้เริ่มปูทางความร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนมาแล้วตั้งแต่ปี 2561 โดยร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ตอบโจทย์เทรนด์อนาคต ผ่านการดูงานในสถาบันวิจัยและบริษัทด้านเทคโนโลยี การคัดสรรเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการในด้านต่างๆ และการนำเทคโนโลยีมาทดลองใช้เพื่อต่อยอดในอนาคต (Proof of Concept – POC) เช่น Sensor / IoT อาคารและโรงงานอัจฉริยะ และการจัดการมลพิษ เป็นต้น

 

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี 

 

“เอสซีจีเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างความร่วมมือกับสถาบันและองค์กรชั้นนำต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เอสซีจีมีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วภูมิภาคอาเซียนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดยิ่งขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ทุกรูปแบบการใช้ชีวิต เม็ดพลาสติกที่มีความแข็งแรงแต่ใช้เม็ดพลาสติกน้อยลง และโซลูชันที่ช่วยแก้ปัญหาการก่อสร้างรูปแบบต่างๆ อย่างครบวงจร อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจ ดังจะเห็นได้จากปี 2561 ที่ผ่านมาว่าเอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) มากถึง 184,965 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของยอดขายรวม โดยทุ่มงบวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 4,674 ล้านบาท คิดเป็น 1% ของยอดขายรวม และเพื่อเป็นการต่อยอดความร่วมมือให้เอสซีจีสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่แหล่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นนำของโลกอย่างจีน ซึ่งจะสามารถช่วยยกระดับการสร้างสรรค์นวัตกรรมของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งไทยและจีน ตลอดจนคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น จึงมีการลงนามความร่วมมืออีกครั้งในวันนี้ผ่านสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (กรุงเทพ) โดยมี ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย และ ฯพณฯ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานด้วย” รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวเสริมถึงความสำคัญของความร่วมมือดังกล่าว

 

ดร.เจียง เปียว ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ  (กรุงเทพ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน

 

ด้าน ดร. เจียง เปียว ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ (กรุงเทพ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน  กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “CAS ICCB เชื่อมั่นว่าพลังที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของทั้งไทยและจีน จากการที่ CAS จะได้มีโอกาสในการทดลองตลาดนวัตกรรมในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนตามแนวทาง Belt and Road Initiative (BRI) หรือโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ของจีน ภายใต้มูลค่าโครงการในระยะเริ่มต้นที่ประกอบด้วยต้นทุนนักวิจัย เทคโนโลยี สถานที่ และเครื่องมือในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงผลตอบแทนจากการสร้างสรรค์นวัตกรรมรวมกว่า 100 ล้านหยวน (ประมาณ 500 ล้านบาท)”

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระหว่างความร่วมมือนี้ ได้แก่

 

1. ดินแดนบ่มเพาะเทคโนโลยีนวัตกรรม โดยจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือ ‘SCG-CAS ICCB Innovation Hub’ ณ อาคาร INC2 Tower D สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยพัฒนา Open Innovation Center ของเอสซีจี ให้เป็น ‘พื้นที่ปล่อยของ’ เชิงนวัตกรรม มีการจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการ รวมถึงมีพื้นที่ห้องทดลองเพื่อทำวิจัยและพัฒนาต่อยอด และพื้นที่สำนักงานทั้งสำหรับการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างเอสซีจีกับ CAS และสำหรับนักวิจัยจาก CAS โดยเฉพาะ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้กับธุรกิจและการทดลองเชิงพาณิชย์ (Startup Incubation and Acceleration) เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพจากจีนที่มีศักยภาพและสนใจมาทำธุรกิจในอาเซียนร่วมกับเอสซีจี ทั้งในรูปแบบของการให้คำปรึกษา การทำโครงการร่วมกัน หรือการทดลองใช้นวัตกรรมเพื่อขยายตลาด

 

2. นำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วเบื้องต้นมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย ผ่านการถ่ายทอดและอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในเทคโนโลยี (Technology Transfer and Licensing) ทั้งนำมาประยุกต์ใช้ในด้านอื่น หรือพัฒนาเป็นโซลูชันใหม่ของเอสซีจี และการขออนุญาตใช้สิทธิ์ในเทคโนโลยีหรือทรัพย์สินทางปัญญาของ CAS ที่มีความจำเพาะเพื่อนำมาพัฒนานวัตกรรมต่อไป เช่น การนำเทคโนโลยี Sensor / IoT ของ CAS มาใช้สร้างเป็นโซลูชันต่างๆ ของเอสซีจี ได้แก่ Smart Building หรือ Plant Reliability Monitoring

 

3. ขยายขอบเขตการวิจัย ร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (Joint Research Project) ให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละกลุ่มธุรกิจของเอสซีจี 

 

4. สร้างสายแข็งทางเทคโนโลยี โดยจะเป็นแหล่งบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศไทยและจีนผ่านการอบรมเฉพาะทาง การศึกษาขั้นสูง หรือการเรียนในหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งมีการแบ่งปันความรู้ในหัวข้อเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมด้านต่างๆ ร่วมกัน และการจัดเวิร์กช็อปในเรื่องที่น่าสนใจ โดยผู้เชี่ยวชาญจากเอสซีจี หรือ CAS หรือเครือข่ายความร่วมมืออื่นๆ

5. ทวีคุณค่าด้วยการลงทุน สร้างความร่วมมือด้านการลงทุนเพื่อมองหาโอกาสในการลงทุนกับกองทุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูงในประเทศจีน หรือศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

 

นวัตกรรมต่างๆ ภายในงาน

 

นี่จึงเป็นการผนึกกำลังทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับปรากฏการณ์ที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจ ไม่ใช่แค่ในระดับประเทศ แต่เป็นระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของประเทศในยุคนี้มีฟันเฟืองสำคัญคือเทคโนโลยีและนวัตกรรม

 

ผู้ร่วมงานให้ความสนใจในนวัตกรรมต่างๆ ที่นำมาจัดแสดง

 

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถดึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของทั้งสององค์กรมาแลกเปลี่ยนและส่งเสริมซึ่งกันและกันให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่กว้างขวางขึ้น เพื่อทำให้การพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายในปัจจุบันได้รวดเร็วและดียิ่งขึ้น นำมาซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจหลักของเอสซีจีที่มีอยู่ ตลอดจนการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ช่วยสานสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีนได้ต่อไป”

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories