‘ดร.สันติธาร’ เปิดแผน ‘Jump Start’ หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท หวังสร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชน เสริมการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน มั่นใจทุกโครงการมีเป้าหมายชัดจึงจะผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ชี้วัดผลเงินกู้ ต้องดูศักยภาพ GDP ระยะยาว
วันนี้ (22 พฤษภาคม) ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่าในการใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท รัฐบาลได้ออกแบบแผนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ ‘Jump Start’ เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจพลังงานสะอาดของไทยไว้ในมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน โดยมีสิ่งสำคัญที่ต้องเดินหน้าควบคู่กัน 4 ด้าน ประกอบด้วย
- การสร้างพลังงานสะอาดใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
- การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างครัวเรือน
- การผลักดันภาคขนส่งและโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) เพื่อสร้างอุปสงค์รองรับพลังงานสะอาด
- การพัฒนานวัตกรรมรวมถึงบุคลากร รองรับเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น ช่างติดตั้งโซลาร์และช่างซ่อมแบตเตอรี่
ดร.สันติธารกล่าวว่า การใช้เงินกู้ภายใต้กรอบดังกล่าวมีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน พร้อมมีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ตรวจสอบโครงการอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินกู้จะถูกใช้กับโครงการที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่เปิดให้ทุกโครงการสามารถใช้เงินกู้ได้ง่ายๆ
พร้อมทั้งย้ำอีกว่า การกำหนดกรอบนโยบายที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนมากขึ้น และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาดของประเทศในระยะยาว
ชี้วัดผลเงินกู้ ต้องดูศักยภาพ GDP ระยะยาว
ดร.สันติธารกล่าวต่อว่า การพิจารณาผลลัพธ์ของการออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ไม่ควรมองเพียงตัวเลขหนี้สาธารณะต่อ GDP หรือจำนวนเงินที่รัฐบาลกู้ แต่ควรพิจารณาด้วยว่า เงินกู้เหล่านั้นถูกนำไปใช้ทำอะไร และสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้หรือไม่ พร้อมระบุว่า หากแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ก็จะมีส่วนช่วยใน 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่
- ลดจุดอ่อนและความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศ
- ช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุนพลังงานและต้นทุนการขนส่ง
- สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จาก Green Economy ผ่านการพัฒนาบุคลากรและห่วงโซ่อุปทานใหม่ในระยะยาว
“คำถามสำคัญไม่ใช่ว่ากู้เท่าไร แต่คือกู้ไปทำอะไร และทำให้ GDP ระยะยาวเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ แม้การเร่ง GDP ไม่ใช่เป้าหมายหลักโดยตรงของมาตรการนี้ แต่หากดำเนินการสำเร็จ ผลพลอยได้สำคัญคือเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้นในระยะยาว” ดร.สันติธารกล่าว

