×

‘สกลธี’ ขอหั่นงบ สธ. 3% วิจารณ์ ‘อาสาพยาบาล’ ซ้ำซ้อน อสม. ตั้งคำถามใช้งบสร้างเครือข่ายการเมืองหรือไม่

โดย THE STANDARD TEAM
10.09.2026
  • LOADING...
สกลธี ภัททิยกุล สส. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเรื่องงบประมาณในรัฐสภา

วันนี้ (10 กันยายน) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วานนี้ (9 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 2 ซึ่งเป็นการพิจารณาและลงมติเป็นรายมาตรา สกลธี ภัททิยกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอให้ปรับลดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขลงร้อยละ 3 โดยวิจารณ์ว่าการจัดทำงบประมาณของกระทรวงยังขาดทิศทางและมีความซ้ำซ้อน

 

 
 

สกลธีกล่าวว่า การเสนอปรับลดงบประมาณร้อยละ 3 ไม่ได้เกิดจากการไม่เข้าใจภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ แต่เป็นเพราะปรัชญาการจัดทำงบประมาณในปัจจุบันเข้าข่าย “เทเงินละลายแม่น้ำ” และหากปล่อยให้ดำเนินต่อไป ระบบสาธารณสุขไทยอาจได้รับความเสียหาย

 

สกลธีระบุว่า หากรวมงบประมาณด้านสาธารณสุขทั้งภายในและภายนอกกระทรวง เช่น งบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประมาณ 290,000 ล้านบาท รวมถึงงบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จะมีวงเงินรวมกว่า 500,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของงบประมาณแผ่นดิน หรือราวร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

 

แม้สัดส่วนดังกล่าวยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบกับ GDP แต่ปัญหาสำคัญคือ งบประมาณที่มีอยู่กลับถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพและเกิดความซ้ำซ้อน

 

สกลธียกตัวอย่างงบประมาณที่เห็นว่ามีปัญหา เช่น โครงการก่อสร้างที่เร่งจัดสรรวงเงินก้อนใหญ่ในบางปี แต่บางปีกลับไม่มีการเบิกจ่าย ส่งผลให้เกิดภาระผูกพันในปีถัดไป รวมถึงการจัดซื้อหุ่นยนต์จัดยาซึ่งพบราคาที่แตกต่างกันร้อยละ 10-60 ทั้งที่เป็นโรงพยาบาลขนาดใกล้เคียงกัน ตลอดจนการโยกงบประมาณสำหรับเช่าโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งสกลธีเห็นว่าเป็นการใช้งบประมาณผิดประเภท

 

ตั้งคำถาม ‘อาสาพยาบาล’ ซ้ำซ้อน อสม.

 

สกลธียังแสดงความกังวลต่อโครงการอาสาพยาบาล โดยระบุว่าอาจสร้างความซ้ำซ้อนกับ อสม. ซึ่งมีอยู่แล้วกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ขณะที่โครงการกำหนดค่าตอบแทนให้อาสาพยาบาลเดือนละ 15,000 บาท หากดำเนินการตั้งแต่ระยะที่ 1-3 จะใช้งบประมาณสะสมเกือบ 20,000 ล้านบาท และกลายเป็นภาระผูกพันปีละกว่า 13,000 ล้านบาท

 

“ถ้าไม่ให้เราคิดเลยว่าเป็นการเอาเงินหลวงมาจ่ายให้หัวคะแนน จะให้คิดอย่างไร พี่น้องประชาชนก็คงดูออก เพราะเป็นการจ่ายเงินที่มากกว่า อสม. แต่ภาระหน้าที่ไม่ได้ต่างกัน อันนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก และเลวร้ายยิ่งกว่าคือการทำอำมหิตกับพยาบาลวิชาชีพและบุคลากรทางการแพทย์นับหมื่นคนที่เฝ้ารอบรรจุ แต่รัฐบาลกลับอ้างว่าไม่มีเงิน

 

“หรือแม้กระทั่งการปรับตำแหน่งเป็นชำนาญการพิเศษ ทาง ก.พ. ก็บอกว่าไม่มีเงินเพราะถังแตก แต่กลับเอางบมาทำโครงการลักษณะนี้เพื่อสร้างเครือข่ายทางการเมืองให้ตัวเอง” สกลธีกล่าว

 

ชี้ลงทุนระบบคลาวด์ซ้ำซ้อน

 

สกลธีกล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขยังมีความซ้ำซ้อนด้านการลงทุนระบบคลาวด์ แม้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จะลงทุนในระบบดังกล่าวไปแล้วประมาณ 5,000 ล้านบาท แต่หน่วยงานภายในกระทรวงสาธารณสุขกลับแยกกันตั้งงบประมาณเพื่อจัดทำระบบคลาวด์ของตนเอง

 

ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งรับผิดชอบเรื่องสมุนไพร กัญชา และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียง 18.5 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับดูแลเรื่องกัญชาเพียง 7 ล้านบาท

 

สกลธีกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับสถิติการจับกุมกัญชาที่ลักลอบส่งออกกว่า 30 ตัน คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท และสะท้อนว่ารัฐบาลยังขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างจริงจัง

 

ห่วงวิกฤตสุขภาพจิต แต่ขาดงบเชิงรุก

 

สำหรับปัญหาสุขภาพจิต สกลธีระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่มีจิตแพทย์ทั่วประเทศเพียงกว่า 800 คน และเป็นจิตแพทย์เด็กไม่ถึง 200 คน โดยบางจังหวัดไม่มีจิตแพทย์ประจำอยู่เลย

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลับไม่มีงบประมาณเชิงรุกเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพทย์ศึกษาต่อเฉพาะทาง ขณะที่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลยังไม่มีความคืบหน้า ผู้ป่วยยังต้องถือใบส่งตัวแบบกระดาษ แต่กระทรวงกลับให้ความสำคัญกับการตั้งงบประมาณผูกพันสำหรับโครงการอาสาพยาบาล

 

“โรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่ง จากประมาณ 900 แห่งทั่วประเทศ กำลังเผชิญภาวะขาดทุน สิ่งที่เราเคยภูมิใจว่ามีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ดีจะพังไม่เหลือ เพราะเราตามใจการเมืองมากเกินไป อนุมัติสิทธิประโยชน์และยาต่างๆ เพื่อเอาใจคะแนนเสียง จนเกินศักยภาพทางงบประมาณที่เรามี

 

“รัฐบาลต้องเจียมตัวและกลับมารัดเข็มขัด การจัดทำงบประมาณแบบมองไม่เห็นอนาคตเช่นนี้ ผมจึงจำเป็นต้องขอปรับลดงบประมาณลงร้อยละ 3” สกลธีกล่าวสรุป

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising