วันนี้ (2 ตุลาคม) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ออกถ้อยแถลงเรื่อง ‘หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ’ โดยระบุว่า การเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องพิจารณาควบคู่กับหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และต้องไม่เปิดช่องให้กระบวนการจัดสรรงบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงการทำหน้าที่
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นภายหลังมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญให้ปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามกฎหมายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ไทยพีบีเอสระบุว่า ตระหนักและเคารพต่ออำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตลอดจนหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ และเห็นว่าการทบทวนกฎหมายให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการแผ่นดินที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยที่พึงดำเนินการโดยเปิดเผยและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ขององค์การไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการเงินหรืองบประมาณเท่านั้น แต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันเรื่อง ‘ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ’ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งองค์การ
ไทยพีบีเอสระบุว่า องค์การถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่สื่อสาธารณะ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ให้บริการข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้าน สมดุล และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ ตลอดจนดำเนินงานโดยปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
ความเป็นอิสระดังกล่าวจึงไม่ใช่สิทธิประโยชน์ขององค์การ ผู้บริหาร หรือผู้ปฏิบัติงาน แต่เป็น “หลักประกันของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและพื้นที่สาธารณะที่เป็นอิสระจากอำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทางธุรกิจ”
ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจึงจำเป็นต้องยึดหลักควบคู่กันอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่พึงเน้นย้ำหลักการหนึ่งจนทำให้การคุ้มครองอีกหลักประกันลดลง
โดยเฉพาะหากจะเปลี่ยนแหล่งรายได้ไปสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไทยพีบีเอสเห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักประกันทางกฎหมายและเชิงสถาบันที่แน่ชัดว่า กระบวนการจัดสรร การพิจารณา ตลอดจนการปรับเพิ่มหรือลดงบประมาณ จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ การทำหน้าที่ทางวิชาชีพ และเสรีภาพของบรรณาธิการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ไทยพีบีเอสยังเสนอว่า ก่อนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ ควรมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งต่อความเป็นอิสระทางการเงิน ความต่อเนื่องของภารกิจสาธารณะ เสรีภาพของบรรณาธิการ และความสามารถในการวางแผนระยะยาว
พร้อมกันนี้ ควรพิจารณากลไกทางเลือกที่สามารถรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ควบคู่กับการคงหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าเจตนารมณ์และมาตรฐานที่กฎหมายปัจจุบันรับรองไว้
ไทยพีบีเอสยืนยันว่า พร้อมสนับสนุนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการพิจารณาร่างกฎหมายด้วยข้อมูล หลักฐาน และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบสื่อสาธารณะ รวมทั้งพร้อมร่วมพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบในการใช้ทรัพยากร ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ และความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่สื่อสาธารณะ
ในช่วงท้ายของถ้อยแถลง ไทยพีบีเอสย้ำว่า ไม่ว่าโครงสร้างรายได้จะได้รับการพิจารณาให้เป็นรูปแบบใด องค์การจะยืนยันว่าสิ่งสำคัญคือ ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของผู้มีอำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุคใดยุคหนึ่ง
ทั้งนี้ เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่ประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่


