จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดเผยว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมงานมากกว่าหนึ่งปี โดยจุดเริ่มต้นมาจากการเตรียมงานเฉลิมฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส
พระองค์ทรงระบุว่า ด้วยความที่เคยทรงศึกษาและใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ทำให้ทรงเข้าใจรสนิยมและบริบทของผู้ชมในประเทศนี้ จึงเห็นว่าการนำเสนอผ่านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมไทยจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสม
แนวคิดสำคัญของนิทรรศการคือการทำให้ผู้ชมต่างชาติเห็นว่า มรดกแฟชั่นไทย งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ไทย สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างร่วมสมัย
พระองค์ยังทรงเปิดเผยว่า หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำ ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรก
หลังจากนั้น ทีมงานจากไทยและฝรั่งเศสร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด โดยภัณฑารักษ์ของ MAD Paris เดินทางมาศึกษาคอลเลกชันในประเทศไทย พร้อมร่วมกันวางโครงสร้างนิทรรศการในแต่ละ section
นอกจากฉลองพระองค์และสิ่งทอประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีผลงานจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy รวมถึงแบรนด์ไทยร่วมสมัย เช่น TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM
ฝั่งงานหัตถศิลป์ยังรวมถึง ลิเภา, เครื่องถม, เบญจรงค์ และงานคราฟต์ไทยจากหลายภูมิภาค โดยบางส่วนเชื่อมโยงกับคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสเอง
พระองค์ทรงระบุว่า กระบวนการทำงานเต็มไปด้วยการค้นคว้าเชิงลึก การหารือ และการถกเถียงด้านการจัดวางและการตีความ เพื่อให้การนำเสนอมีความสมบูรณ์ที่สุด
หนึ่งในห้องที่ทรงโปรดเป็นพิเศษคือห้อง Brocade หรือห้องผ้ายก ซึ่งมีการออกแบบพื้นที่ด้วยโทนสีชมพูเพื่อขับให้ฉลองพระองค์โดดเด่น โดยเป็นผลจากการร่วมปรับแนวคิดกับทีมพิพิธภัณฑ์หลายรอบ
พระองค์ยังตรัสถึงผลตอบรับจากต่างประเทศว่า สื่อต่างชาติระดับโลกอย่าง WWD และ Vogue USA ให้ความสนใจและนำเสนอเรื่องราวของนิทรรศการ ขณะที่มีผู้เข้าชมชาวต่างชาติรอต่อคิวเข้าชมตั้งแต่วันแรก
พระองค์ตรัสว่า นิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอแฟชั่นไทย แต่ยังสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ และเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรม
“ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดู เพราะเชื่อว่าคนไทยที่ได้ชมจะภูมิใจในความเป็นไทย”
สำหรับนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการทูตวัฒนธรรมไทยบนเวทีโลก ผ่านพลังของแฟชั่น สิ่งทอ และภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย







