×

Roland Berger เตือนไทยเสี่ยงติด ‘กับดักฐานผลิตราคาถูก’ หากไม่เร่งยกระดับทักษะแรงงานและกลยุทธ์สีเขียว

โดย THE STANDARD TEAM
19.10.2025
Roland Berger เตือน ไทย เสี่ยงติด กับดักฐานผลิตราคาถูก หากไม่เร่งยกระดับทักษะแรงงานและกลยุทธ์สีเขียว

Roland Berger เตือนไทยเสี่ยงติด ‘กับดักฐานผลิตราคาถูก’ หากไม่เร่งยกระดับทักษะแรงงานและกลยุทธ์สีเขียว ย้ำ ‘สีเขียวไม่ใช่กระแส แต่คือการอยู่รอด’ พร้อมยกอินโดนีเซียเป็นดาวเด่นแห่งเอเชีย โดยมองไทยว่า มีศักยภาพสูง แต่เผชิญ ‘จุดอ่อน’ สำคัญด้านบุคลากร

 

Roland Berger บริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์ระดับโลก แถลงรายงานวิเคราะห์ทิศทางห่วงโซ่อุปทานโลกในยุคที่เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง โดยมีข้อความเตือนที่สำคัญสำหรับประเทศไทยว่า แม้จะมีศักยภาพสูงในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะติดอยู่ใน ‘กับดักของฐานผลิตราคาถูก’ หากไม่สามารถยกระดับทักษะแรงงาน และปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างทันท่วงที

 

จอห์น โลว์ ผู้บริหารประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Roland Berger ย้ำเตือนในงานแถลงข่าวที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ว่า ‘สีเขียวไม่ใช่กระแส แต่คือการอยู่รอด’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่การเติบโตไม่ได้วัดกันที่ขนาดหรือกำไรอีกต่อไป แต่คือความยั่งยืนและความยืดหยุ่นเอเชียยุคใหม่ ความยืดหยุ่นคือประสิทธิภาพ

 

ในรายงาน Asia Supply Chain Reconfiguration ของ Roland Berger ชี้ว่า ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเคลื่อนย้ายจากตะวันตกมาสู่เอเชียอย่างถาวร โดยมีแรงผลักดันหลักจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับสหรัฐฯ ทำให้บริษัทในเอเชียเร่งสร้าง ‘ระบบนิเวศเศรษฐกิจแบบครบวงจร’ (Self-Contained Ecosystems) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันตก

 

รายงานยังระบุอีกว่า เดนี เดอพูซ์ กรรมการผู้จัดการระดับโลกของ Roland Berger อธิบายว่า แนวคิดใหม่คือ ‘ความยืดหยุ่นคือประสิทธิภาพยุคใหม่’ โดยห่วงโซ่อุปทานในอนาคตต้องตอบโจทย์ 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ มีประสิทธิภาพ (Efficient), ยืดหยุ่น (Resilient), ดิจิทัล (Digital) และยั่งยืน (Sustainable)

 

ในภูมิภาคอาเซียน อินโดนีเซียถูกยกให้เป็น ‘ดาวเด่น’ ด้วยการครองทรัพยากรนิกเกิล 42% ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแบตเตอรี่ EV และกำลังผลักดันกลยุทธ์แบตเตอรี่ระดับชาติเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ขณะที่มาเลเซียโดดเด่นในฐานะผู้นำด้านการประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT)

 

สำหรับประเทศไทย รายงานระบุว่ามีศักยภาพสูงมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่พุ่งขึ้นถึง 47% ตั้งแต่ปี 2022 และการเป็นฐานการส่งออกยานยนต์และคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนรองจากเวียดนาม โดยรัฐบาลยังได้ผลักดัน EV Industry Roadmap พร้อมแพ็กเกจสนับสนุนมูลค่าสูงถึง 8.48 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจาก 93,000 คัน เป็น 2.5 ล้านคันภายในปี 2040

 

อย่างไรก็ตาม จอห์น โลว์ ชี้ว่า จุดอ่อนหลักของไทยคือ การยกระดับทักษะแรงงานหรือบุคลากร โดยการที่ไทยมีต้นทุนแรงงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่แรงงานมีทักษะเฉพาะทางน้อย ทำให้ขาดความได้เปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือกัมพูชา และหากยังไม่ยกระดับทักษะแรงงาน และบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้น อุตสาหกรรมไทยจะยังคงติดอยู่ในกลุ่มที่ใช้แรงงานมากกว่าใช้เทคโนโลยี

 

คำเตือนนี้หมายความว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัว จะกลายเป็นเพียง ‘ฐานผลิตราคาถูก’ (Low-Cost Manufacturing Base) ไปตลอด ไม่สามารถก้าวขึ้นไปเป็น ‘ศูนย์กลางนวัตกรรม’ (Innovation Hub) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง และมีรายได้ต่อหัวประชากรสูงขึ้นได้

 

นอกจากประเด็นด้านทักษะแรงงานแล้ว การปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสีเขียวก็เป็นอีกปัจจัยชี้ขาด โดยรายงานระบุว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ ‘กลยุทธ์สีเขียว’ กลายเป็นเงื่อนไขเพื่อให้บริษัท ‘มีสิทธิ์อยู่’ ในตลาดโลกในเชิงบวก

 

มีรายงานว่า Roland Berger กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทย เพื่อร่วมวางแนวทาง ‘กลยุทธ์การลงทุนสีเขียว’ ซึ่งจะผูกโยงการส่งเสริมการลงทุนเข้ากับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานสะอาดสำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการ ‘กระโดดข้ามกับดัก’ จากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยกุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่เงินลงทุนหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่ ‘คน’ และความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising