ช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน คำว่า World Order หรือ ‘ระเบียบโลก’ ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย ในทำนองที่ว่า มันกำลังจะล่มสลาย สิ่งที่ผู้คนแต่ละประเทศคุ้นชิน จะเปลี่ยนแปลงและไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
คำถามคือ การล่มสลายของระเบียบโลกเดิม เกิดขึ้นแล้วหรือยัง?
คำตอบของ เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนและผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates คือ ระเบียบโลกล่มสลายลง เป็นที่แน่นอนแล้ว
เรย์กล่าวถึงประเด็นนี้ผ่านบัญชี X ส่วนตัวในวันนี้ (15 กุมภาพันธ์) โดยบอกว่า ในการประชุมความมั่นคงแห่งมิวนิก (Munich Security Conference) ผู้นำส่วนใหญ่ได้ประกาศว่าระเบียบโลกหลังปี 1945 ได้ตายลงแล้ว และภาพเบื้องหลังเรื่องนี้ได้ถูกนำเสนอไว้ในรายงานความมั่นคงปี 2026 (Security Report 2026) ภายใต้ชื่อ “Under Destruction”
ฟรีดริช แมทซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า “ระเบียบโลกที่ยืนหยัดมาหลายทศวรรษไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว” และเรากำลังอยู่ในยุคแห่ง “การเมืองมหาอำนาจ” เขาชี้ชัดว่าเสรีภาพ “ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนอีกต่อไป” ในยุคใหม่นี้ ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ก็สะท้อนความเห็นเดียวกันว่าโครงสร้างความมั่นคงเก่าของยุโรปที่ผูกติดกับระเบียบโลกเดิมนั้นไม่มีแล้ว และยุโรปต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่าเราอยู่ใน “ยุคภูมิรัฐศาสตร์ใหม่” เพราะ “โลกเก่า” ได้จากไปแล้ว
บทที่ 6 วงจรใหญ่ของระเบียบและความวุ่นวายภายนอก
สถานการณ์ปัจจุบันกำลังนำพาโลกไปสู่สิ่งที่ Ray Dalio เรียกว่า ระยะที่ 6 (Stage 6) ของวงจรใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กฎเกณฑ์ระดับสากลสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ และโลกถูกขับเคลื่อนด้วยพลวัตของอำนาจดิบภายใต้กฎแห่งป่าที่ว่า “ผู้แข็งแกร่งคือผู้กำหนดกฎหมาย”
หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคนี้คือความเข้าใจที่ว่า เมื่อเกิดความขัดแย้ง มหาอำนาจจะไม่พึ่งพากระบวนการยุติธรรมแบบในอดีต แต่จะหันไปใช้พลังอำนาจในการกดดันคู่แข่งผ่านสงครามใน 5 รูปแบบที่เกี่ยวพันกัน เริ่มต้นจากการใช้ 1.สงครามเศรษฐกิจและการค้าเพื่อตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม
ตามมาด้วย 2.สงครามเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นการกีดกันนวัตกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง 3.สงครามภูมิรัฐศาสตร์ในการแย่งชิงพันธมิตรและดินแดน และ 4.สงครามเงินทุนที่ใช้การคว่ำบาตรเพื่อปิดกั้นการเข้าถึงกระแสเงินสดระดับโลก ซึ่งมักจะเป็นลำดับขั้นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบทศวรรษ ก่อนที่จะลุกลามไปสู่ 5.สงครามทางการทหารหรือการปะทะกันด้วยอาวุธในที่สุด
สัญญาณอันตรายที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย คือการที่มหาอำนาจเดิมเริ่มเสื่อมถอยทางผลิตภาพและสถานะทางการเงิน ในขณะที่มหาอำนาจใหม่เติบโตขึ้นจนมีขีดความสามารถทัดเทียมกัน เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญกับประเด็นที่ยอมความกันไม่ได้และส่งผลต่อการดำรงอยู่ของชาติ ความระแวงจะนำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า Prisoner’s Dilemma หรือความกลัวว่าหากตนไม่เริ่มโจมตีก่อนอาจจะถูกทำลายเสียเอง
กรณีศึกษา: สงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามโลกครั้งที่สองเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบรรจบกันของ 3 วงจรใหญ่ ได้แก่ วงจรเงินตราและสินเชื่อ, วงจรระเบียบ/ความวุ่นวายภายใน และวงจรระเบียบ/ความวุ่นวายภายนอก
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกหลังปี 1929 นำไปสู่ความขัดแย้งเรื่องความมั่งคั่งภายในประเทศ ทำให้เกิดผู้นำแนวประชานิยม เผด็จการ และชาตินิยม ในเยอรมนี ญี่ปุ่น อิตาลี และสเปน สถานการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายนำไปสู่ลัทธิฟาสซิสต์ (ขวาจัด) ขณะที่สหภาพโซเวียตและจีนไปทางคอมมิวนิสต์ (ซ้ายจัด)
ในเยอรมนี ฮิตเลอร์ก้าวสู่อำนาจในปี 1933 ท่ามกลางการว่างงาน 25% เขาใช้ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ สร้างเศรษฐกิจแบบสั่งการ และฟื้นฟูอุตสาหกรรมจนการว่างงานเหลือศูนย์ในปี 1938 และเริ่มสร้างกองทัพอย่างรวดเร็วเพื่อแย่งชิงทรัพยากร
ส่วนในญี่ปุ่น ประเทศประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติและวิกฤตเศรษฐกิจ นำไปสู่ลัทธิทหารและการรุกรานแมนจูเรียในปี 1931 และจีนในปี 1937 เพื่อหาทรัพยากร เช่น น้ำมัน, เหล็ก และยาง
เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำบีบให้หลายประเทศหันเข้าหาผู้นำเผด็จการประชานิยมเพื่อความอยู่รอด นำไปสู่การปกป้องผลประโยชน์ของตนเองผ่านการตั้งกำแพงภาษีและการสะสมกำลังทหาร ซึ่งสะท้อนภาพเหตุการณ์ในปัจจุบันได้อย่างน่ากังวล
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ความวุ่นวายภายนอกขยายตัว นโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศมักจะเปลี่ยนไปสู่ระบบเผด็จการทางเศรษฐกิจมากขึ้น รัฐบาลจะเริ่มเข้ามาควบคุมทรัพยากรทุกอย่างเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความขัดแย้ง มีการพิมพ์เงินและสร้างหนี้มหาศาลเพื่ออุดหนุนกองทัพและสวัสดิการสังคม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเสื่อมค่าของเงินตราและพันธบัตร
ในสภาวะเช่นนี้ สินทรัพย์ดั้งเดิมที่เคยปลอดภัยอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป และ “ทองคำ” จะกลับมาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนที่น่าเชื่อถือที่สุดเมื่อความเชื่อมั่นในระบบสินเชื่อพังทลายลง
บทเรียนสำคัญที่โลกต้องเผชิญในระยะที่ 6 นี้ คือความจริงที่ว่าชัยชนะในความขัดแย้งไม่ได้วัดกันที่ใครสร้างความเสียหายได้มากกว่า แต่เป็นใครที่สามารถ “อดทนต่อความเจ็บปวด” ได้นานกว่า
อย่างไรก็ตาม สงครามที่ใช้ทรัพยากรและชีวิตมหาศาลโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่าคือความผิดพลาดทางกลยุทธ์ที่ร้ายแรง ทางรอดที่ดีที่สุดคือการใช้อำนาจอย่างชาญฉลาดผ่านการสร้างความสัมพันธ์แบบชนะ-ชนะ (Win-Win) และการรักษาผลิตภาพภายในประเทศให้แข็งแกร่ง เพื่อประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ที่มักจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและคราบน้ำตา ก่อนที่ระเบียบโลกชุดใหม่จะถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งจากผลลัพธ์ของความขัดแย้งที่สิ้นสุดลง
บทสรุป
เรย์กล่าวสรุปว่า มหาอำนาจทุกแห่งมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ แต่สุดท้ายก็ต้องเสื่อมถอยลง การเสื่อมถอยที่รุนแรงสามารถนำไปสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม วงจรนี้ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยความหายนะเสมอไป หากประเทศที่อยู่ในระยะที่มั่งคั่งและมีอำนาจยังคงรักษาผลิตภาพ (Productivity) ไว้ได้ ใช้จ่ายให้น้อยกว่าที่หาได้ สร้างระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อประชากรส่วนใหญ่ และหาวิธีสร้างความสัมพันธ์แบบ Win-win กับคู่แข่งที่สำคัญที่สุด
สหรัฐอเมริกาในวัย 245 ปี ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในมหาอำนาจที่ยืนหยัดได้ยาวนานที่สุด แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์สอนเราว่า ความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีอนาคตหากเราละเลยหลักการพื้นฐานเหล่านี้
อ้างอิง:


