×

กาตาร์ เตือน สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงทำผู้ส่งออกอ่าวอาหรับหยุดผลิตพลังงานภายในไม่กี่วันนี้ หวั่นสะเทือนการค้าโลก

07.03.2026
  • LOADING...
ภาพโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ในตะวันออกกลาง แสดงถึงแหล่งผลิตพลังงานสำคัญ

ซาอัด อัล-คาบี รัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยังดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง โดยคาดการณ์ว่าประเทศผู้ส่งออกพลังงานในภูมิภาคอ่าวอาหรับทั้งหมดอาจต้องหยุดการผลิตภายในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.5% แตะระดับ 90 13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5% แม้ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ทำไว้ในช่วงต้นสัปดาห์

 

กาตาร์ประกาศ Force Majeure หลังโดรนอิหร่านโจมตีโรงงาน LNG

 

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำให้กาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่อันดับสองของโลก ต้องประกาศภาวะ Force Majeure หรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาการส่งมอบได้ หลังโรงงาน LNG ใน ราส ลัฟฟาน อินดัสเทรียล ซิตี ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมพลังงานขนาดใหญ่ของกาตาร์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ถูกโดรนของอิหร่านโจมตี

 

อัล-คาบี กล่าวว่า แม้สงครามจะยุติลงทันที การกลับมาส่งมอบพลังงานตามปกติอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เนื่องจากต้องประเมินความเสียหายและฟื้นฟูระบบโลจิสติกส์ทั้งหมด พร้อมเตือนว่าผู้ส่งออกพลังงานรายอื่นในภูมิภาคอ่าวอาหรับก็อาจต้องประกาศ Force Majeure เช่นกัน เนื่องจากหากไม่ประกาศ บริษัทอาจต้องเผชิญความรับผิดทางกฎหมายจากการไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา

 

แม้ว่าก๊าซจากกาตาร์ที่ส่งไปยังยุโรปจะมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่รัฐมนตรีพลังงานกาตาร์เตือนว่าทวีปยุโรปอาจได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากผู้ซื้อจากเอเชียมีแนวโน้มเสนอราคาที่สูงกว่า ทำให้ยุโรปต้องแข่งขันแย่งซื้อก๊าซในตลาดโลกมากขึ้น

 

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยอัล-คาบีเตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อเพียงไม่กี่สัปดาห์ การเติบโตของ GDP โลกก็อาจได้รับผลกระทบ อีกทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงยังอาจนำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม และก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ของโรงงานที่ไม่สามารถผลิตหรือส่งมอบสินค้าได้

 

ขณะเดียวกัน กาตาร์ยังอยู่ระหว่างการเดินหน้าโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิต LNG จาก 77 ล้านตันต่อปี เป็น 126 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2027 โดยเดิมทีโครงการเฟสแรกมีกำหนดเริ่มผลิตในไตรมาส 3 ของปีนี้ แต่สถานการณ์สงครามทำให้มีแนวโน้มต้องเลื่อนออกไป

 

อัล-คาบี ระบุว่า หากกาตาร์สามารถกลับมาผลิตได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ ผลกระทบอาจยังอยู่ในระดับจำกัด แต่หากต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือน สถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และแผนการขยายกำลังการผลิตทั้งหมดก็อาจล่าช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือการขนส่งพลังงานผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยประมาณหนึ่งในห้าต้องผ่านเส้นทางนี้ แม้ประเทศซาอุดีอาระเบีย และ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะมีท่อส่งน้ำมันที่สามารถเบี่ยงเส้นทางการส่งออกบางส่วนไปยังท่าเรืออื่นได้ แต่การผลิตพลังงานส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาช่องแคบแห่งนี้

 

รัฐมนตรีพลังงานกาตาร์คาดว่า หากเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายใน 2–3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาก๊าซอาจทะยานแตะ 40 ดอลลาร์ต่อหนึ่งล้านบีทียู หรือราว 117 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามเกือบ 4 เท่า

 

การค้าโลกเสี่ยงหยุดชะงัก

 

อัล-คาบี ยังเตือนว่าผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาคจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภท เนื่องจากภูมิภาคอ่าวอาหรับเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกในด้านปิโตรเคมี วัตถุดิบปุ๋ย และวัตถุดิบอุตสาหกรรม

 

หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก โดยมีรายงานว่าเรืออย่างน้อย 10 ลำถูกโจมตี ขณะที่ค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเจ้าของเรือจำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว

 

แม้โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะระบุว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมคุ้มกันเรือพาณิชย์ และเสนอการประกันภัยเพิ่มให้บริษัทเดินเรือ แต่อัล-คาบีมองว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบยังคงมีความเสี่ยงสูง และหากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป ไม่เพียงแต่พลังงานเท่านั้น แต่การค้าระหว่างภูมิภาคอ่าวอาหรับกับโลกทั้งระบบก็อาจหยุดชะงัก

 

ในอีกด้านหนึ่ง อัล-คาบี ซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอของ QatarEnergy ด้วย เปิดเผยว่าบริษัทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยุดการผลิต หลังได้รับคำเตือนจากกองทัพเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานนอกชายฝั่ง ทำให้ภายในเวลา 24 ชั่วโมงบริษัทต้องอพยพพนักงานราว 9,000 คน และยืนยันว่ากาตาร์จะไม่กลับมาผลิตก๊าซอีกจนกว่าสงครามจะยุติลง

 

แม้สงครามจบ แต่ซัพพลายยังสะดุด โลจิสติกส์ฉุดการส่งออกก๊าซ

 

แม้ความขัดแย้งจะยุติลง การกลับมาส่งออกก๊าซก็ยังเผชิญอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากกองเรือบรรทุก LNG ของกาตาร์จำนวน 128 ลำ กระจายอยู่ทั่วโลก โดยมีเพียง 6–7 ลำเท่านั้นที่อยู่ใกล้พื้นที่ ขณะที่การโหลดก๊าซหนึ่งครั้งใช้เวลาประมาณ 1–2 วัน และสามารถโหลดได้พร้อมกันเพียง 6–7 ลำ ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะกลับสู่ระดับการส่งออกตามปกติ

 

อย่างไรก็ตาม อัล-คาบี ย้ำว่าการประกาศ Force Majeure จะไม่กระทบต่อชื่อเสียงของกาตาร์ในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออก LNG ที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก และในสถานการณ์ปัจจุบัน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะหาก๊าซจากแหล่งอื่นมาทดแทนปริมาณที่หายไป

 

สุดท้ายแล้ว คำเตือนจากกาตาร์สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีศักยภาพที่จะลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก หากการผลิตหรือการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาพลังงานอาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมส่งแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่อุปทาน และการค้าโลกในวงกว้าง

 

ภาพ:Wojciech Wrzesien/shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories