วันนี้(26 กันยายน) สถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสุขาภิบาลในครัวเรือนและชุมชน โดยเฉพาะระบบส้วมและการจัดการสิ่งปฏิกูลที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการปนเปื้อนและแพร่กระจายของเชื้อโรคในพื้นที่ประสบภัย
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขมีความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม โดยเน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนในช่วงวิกฤตนี้ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการจัดการสุขาภิบาลตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่ไปกับการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะการจัดการสิ่งปฏิกูล น้ำเสีย และขยะ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างครอบคลุม ตลอดจนมอบหมายให้กรมอนามัยเร่งสนับสนุนอุปกรณ์และแนวทางการจัดการสุขาภิบาลที่เหมาะสมแก่พื้นที่ประสบภัย เพื่อลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
ด้าน แพทย์หญิง อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า กรมอนามัยได้เร่งกระจายถุงดำและปูนขาวกว่า 3,000 ชุด ลงสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อใช้จัดการของเสียจากการขับถ่ายในพื้นที่ที่ระบบส้วมไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้ ‘ส้วมกระดาษ’ หรือส้วมชั่วคราวเป็นทางเลือกในการขับถ่ายยามฉุกเฉิน โดยใช้ภาชนะที่เหมาะสมร่วมกับถุงพลาสติกหรือถุงดำที่แข็งแรง เมื่อใช้งานเสร็จควรโรยปูนขาวและมัดปากถุงให้มิดชิด เพื่อป้องกันการรั่วไหล ก่อนรวบรวมนำไปกำจัดตามจุดที่หน่วยงานในพื้นที่กำหนด
นอกจากนี้ กรมอนามัยยังขอความร่วมมือประชาชนงดขับถ่ายลงในน้ำหรือพื้นที่สาธารณะ และไม่ปล่อยสิ่งปฏิกูลลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง พร้อมเน้นย้ำให้รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด โดยการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังใช้ส้วมหรือสัมผัสสิ่งปฏิกูล หากร่างกายหรือบาดแผลสัมผัสน้ำท่วมควรรีบล้างทำความสะอาดทันที เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมด้านสุขาภิบาลได้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


