บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ‘Holistic Optimization’ โดยดึงเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเป็นแกนหลักแบบเต็มสูบ พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตของ EBITDA ส่วนเพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
ประเด็นสำคัญ
พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ ของ PTTGC ซึ่งคลุกคลีกับองค์กรมานานกว่า 37 ปี ได้แถลงแผนกลยุทธ์ธุรกิจเจาะลึก โดยระบุว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายในการยกระดับ EBITDA (EBITDA Uplift) ส่วนเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 โดยจะใช้ปี 2025 เป็นปีฐาน และเริ่มสะสมส่วนเพิ่มผลกำไรไปเรื่อยๆ ในแต่ละปีจนให้ถึงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
สำหรับกลไกสำคัญที่จะทำให้บริษัทฯ ไปถึงเป้าหมายดังกล่าว คือการขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Holistic Optimization ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงมือลูกค้า (End-to-End) โดยนำเทคโนโลยีอย่าง AI, หุ่นยนต์ (Robotics), โดรน และ Cloud Computing เข้ามาช่วย ภายใต้กลยุทธ์ ‘Digital 3 Smarts’ ที่มีรายละเอียดเชิงลึก ดังนี้
- Smart Plant โดยยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแบบเรียลไทม์ ได้แก่
- ใช้ AI วิเคราะห์และคัดเลือกชนิดของน้ำมันดิบที่มีอยู่หลายร้อยประเภททั่วโลก ให้เหมาะสมกับสภาวะโรงงาน ณ เวลานั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด รวมถึงใช้ระบบ Dynamic Real-time Optimization ปรับการทำงานทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนชนิดน้ำมันดิบ เพื่อลดความสูญเสียโอกาสทำกำไร
- Plant-Wide Optimization โดยควบคุมการผลิตข้ามโรงงานแบบรวมศูนย์ โดยเริ่มใช้งานจริงแล้วกับระบบ Intelligent Hydrogen ที่สั่งการให้โรงงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุดเป็นผู้ผลิตไฮโดรเจนเป็นหลัก เพื่อลดการสูญเสีย และมีแผนขยายไปใช้กับกลุ่มโอเลฟินส์ต่อไป
- Asset Intelligent Monitoring โดย นำฐานข้อมูลกว่า 30 ปีมาสอน AI ให้วิเคราะห์อายุการใช้งานของเครื่องจักรล่วงหน้า เช่น การแจ้งเตือนว่าลูกปืนเครื่องจักรนี้ยังสามารถใช้งานได้อีก 7 เดือน เพียงแค่เติมน้ำมันหล่อลื่นก็เพียงพอ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาหยุดเครื่องและเปลี่ยนอะไหล่ก่อนกำหนด
- AI Vision & Robotics โดยใช้ ‘ดวงตาอัจฉริยะ’ ตรวจสอบความสะอาดของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแทนสายตามนุษย์ เพื่อความแม่นยำและลดเวลาทำงาน รวมถึงใช้โดรนและหุ่นยนต์บินขึ้นไปตรวจสอบความหนาของท่อที่อยู่สูง ลดภาระการตั้งนั่งร้านและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุของพนักงาน
- เทคโนโลยี HERO (Advanced Heat Integration) ใช้ AI จำลองรูปแบบการเดินเครื่องนับพันรูปแบบ ร่วมกับเทคโนโลยี Simulation เพื่อหาจุดที่ประหยัดพลังงานที่สุดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง PTTGC เป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำมาใช้
- Smart Sales & Marketing โดยปรับบทบาทสู่ Total Solution Provider (Market-Focused Business Transformation) นำ AI และระบบ CRM มาคาดการณ์แนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์และวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า พร้อมทำงานร่วมกับลูกค้า (Co-creation) พัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก เช่น การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ถุงเติมแบบเดิมที่เคยซ้อนกัน 7-8 ชั้นและรีไซเคิลยาก ให้กลายเป็นวัสดุชนิดเดียว (Mono Material) ที่รีไซเคิลได้ง่าย 100% ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าพรีเมียมให้ผลิตภัณฑ์ได้
- Smart Work Process ซึ่งมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ลีนมากขึ้น โดยดึงเอา Generative AI มาเป็น ผู้ช่วย ไม่ใช่ ผู้แย่งงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน (Productivity) ทำให้พนักงานมี Work-Life Balance ที่ดีขึ้น ภายใต้วัฒนธรรมองค์กร ‘GC StandOut Through INnovation’

พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ ของ PTTGC
โอกาสต่อยอดเทคโนโลยีและ AI สู่ดีลร่วมทุน SCGC
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีและ AI ระดับสูงของ PTTGC ไปช่วยสนับสนุนดีลร่วมทุนกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ที่ทั้ง 2 บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาร่วมกันอย่างไร
พรศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3 นี้ แต่ในแง่แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีถือเป็นเรื่องที่ดี หากการศึกษาพบว่าสามารถก้าวเดินไปด้วยกันได้ การนำระบบ AI และเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในบริษัทร่วมทุนก็ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์
ก่อนหน้านี้ ผู้บริหาร SCGC เคยแถลงให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ระบุว่า ขอบเขตของการศึกษาโครงการร่วมทุนนี้ จะครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) โรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) และบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ผนวกรวมเข้ากับธุรกิจของ PTTGC ในประเทศไทย ซึ่งมีไทม์ไลน์ไว้ดังนี้
- ระยะที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้: ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน จนถึงปลายไตรมาส 3 ปี 2569 เพื่อประเมินความเป็นไปได้ร่วมกัน
- ระยะที่ 2 จัดตั้งบริษัทร่วมทุน: หากตกลงไปต่อ จะเข้าสู่การออกแบบโครงสร้างบริหารงาน คาดใช้เวลาเตรียมการ 13-15 เดือน
ยันแผนนำเข้าอีเทน 4 แสนตันจากสหรัฐฯ เสริมขีดความสามารถด้านต้นทุน
ในด้านความมั่นคงทางวัตถุดิบภายใต้กลยุทธ์ Global Feedstock PTTGC ยืนยันว่า โครงการจัดหาอีเทนนำเข้าจากสหรัฐอเมริกายังคงเดินหน้าตามแผนงานปกติ ไม่มีความล่าช้าแต่อย่างใด ปัจจุบันกำลังดำเนินงานแบบคู่ขนาน ทั้งเรื่องการเตรียมท่าเรือที่สหรัฐฯ การจัดหาเรือขนส่งขนาดใหญ่ และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เมืองไทย เพื่อให้พร้อมรับมอบในช่วงต้นปี 2572 ตามแผนงานที่วางไว้
ทั้งนี้ การนำเข้าอีเทนถือเป็นการยกระดับด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอีเทนเป็นวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการผลิตโอเลฟินส์ โดยจะมีปริมาณนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 400,000 ตันต่อปี
สำหรับโครงการนำเข้าอีเทนนี้ PTTGC มีแผนลงนามระยะยาวกับบริษัทในเครือของ Enterprise Products Partners L.P. ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อรองรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่ดุเดือด
หยุดผลิตโรงงาน GCP ชั่วคราว รับมือปัญหาสินค้าจีนทะลัก
สำหรับประเด็นของ บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) บริษัทย่อยของ PTTGC พรศักดิ์ได้ชี้แจงสถานการณ์ว่า สาเหตุหลักที่ต้องหยุดการดำเนินการผลิตชั่วคราว (Mothball) มาจากการที่มีสินค้าเคมีภัณฑ์จากประเทศจีนเข้ามาตีตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สภาวะของตลาดโพลีออลส์ในปัจจุบันไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ชั่วคราว ทางบริษัทจึงตัดสินใจพักการผลิตไว้ก่อนเพื่อลดผลกระทบ และจะพิจารณากลับมาเดินเครื่องจักรอีกครั้งแน่นอนเมื่อสถานการณ์ตลาดฟื้นตัวและสามารถกลับมาแข่งขันได้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา PTTGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงแผนปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทย่อย หวังรับมือและให้สอดรับกับทิศทางของสถานการณ์อุตสาหกรรมในปัจจุบัน
โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ได้มีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างธุรกิจซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้:
- สั่งหยุดการผลิตชั่วคราว (Mothball) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรม ทาง GCP จะหยุดการดำเนินการผลิตชั่วคราว แต่จะยังคงมีการดูแลรักษาโรงงานให้อยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการกลับมาดำเนินการผลิตได้ในอนาคต
- PTTGC เข้าถือครองหุ้น 100%:ควบคู่ไปกับแผนการหยุดผลิตชั่วคราวนั้น ทางบริษัทแม่ (GC) ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใน GCP ใหม่ โดยเข้าถือหุ้นเต็มจำนวน 100% จากเดิมที่เป็นบริษัทย่อยซึ่ง PTTGC ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 82.1%
ทั้งนี้ กระบวนการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นดังกล่าว ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

