×

ปตท. ยอมรับการหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติมาร่วมถือหุ้นบริษัทลูก กลุ่มโรงกลั่น-ปิโตรเคมี มีความล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้ หลังสถานการณ์พลังงานโลกผันผวน แต่คาดมีความชัดเจนภายในปีนี้

21.05.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกสรุปข่าว ปตท. ยอมรับแผนหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติร่วมหุ้นบริษัทลูกกลุ่มโรงกลั่น-ปิโตรเคมีล่าช้า

ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อทั้งต้นทุนการผลิตที่เกี่ยวข้องโดยด้านพลังงาน รวมทั้งซัพพลายเชนในการทำธุรกิจ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผลกระทบต่อดีลการเจรจาลงทุนด้านพลังงานของบริษัทพลังงานของประเทศไทยด้วย

 

ล่าสุด ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยในงานแถลงผลการดำเนินงาน ปตท. ไตรมาส 1 ประจำปี 2569 ระบุว่า ความคืบหน้าเรื่องการหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเข้ามาถือหุ้นในบริษัทลูกกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีนั้น ดร.คงกระพัน ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีความล่าช้ากว่าแผนเดิมที่วางไว้ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้

 

สาเหตุหลักมาจากสภาวะตลาดโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ภูมิทัศน์ทางธุรกิจ หรือ Landscape ทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทานเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แม้เป้าหมายในการร่วมมือกันเพื่อสร้าง Synergy จะยังคงอยู่ แต่สภาวะที่ไม่ปกติทำให้ ปตท. และพันธมิตรจำเป็นต้องกลับมาประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และมูลค่าทรัพย์สินกันใหม่

 

ดร.คงกระพัน ระบุต่อว่า ยกตัวอย่างเช่น หากเงื่อนไขของพันธมิตรคือการนำทรัพยากร คือ น้ำมันดิบ มาช่วยสนับสนุนโรงกลั่น ในอดีตข้อเสนอนี้อาจเป็นประโยชน์มหาศาล แต่ด้วยวิกฤตปัจจุบันที่ค่าพรีเมียมของน้ำมันดิบจากบางแหล่งพุ่งสูงขึ้นเป็นสิบเท่า ทำให้ผลตอบแทนที่เคยคาดการณ์ไว้อาจไม่เหมือนเดิม ดังนั้น ในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดทางสภาพคล่อง ทุกฝ่ายจึงต้องระมัดระวังในการลงทุน และชะลอการตัดสินใจเพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดผลประโยชน์สูงสุดจริงๆ

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ดร.คงกระพัน ให้ข้อมูลแถลงข่าวผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2568 ระบุว่า คาดว่าประเด็นการหาพาร์ตเนอร์ต่างประเทศให้บริษัทลูกกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นในเครือ จะมีความชัดเจนภายในปี 2569 ซึ่งรูปแบบจะเป็นการดึงพาร์เนอร์ระดับโลกซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมทุนถือหุ้นในบริษัทลูกในธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น

 

โดย ปตท. ตั้งเป้าหมายหลักที่จะช่วยตอบโจทย์ใน 2 เรื่องสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม คือ

 

  • ทำให้บริษัทลูกมีความแข็งแกร่งขึ้น และ 2. ทำให้บริษัทโดยรวมดีขึ้น อีกทั้งหลังจากการมีพาร์ตเนอร์เข้ามาถือหุ้นบริษัทลูกกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นแล้ว ปตท. ยืนยันว่าจะยังคงรักษาสถานะความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ พร้อมทั้งยังให้บริษัทลูกในเครือยังคงเป็นบริษัทเรือธง (Flagship) ไว้เช่นเดิม

 

พร้อมทั้งยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีแผนในการควบรวมบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น

 

ย้ำจุดยืนโปร่งใส ปม DSI ตรวจสอบโรงกลั่น

 

ประเด็นร้อนในช่วงที่ผ่านมา กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกแถลงข่าวเร่งตรวจสอบโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่จำนวน 6 แห่ง ว่าอาจไม่ดำเนินการตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงานนั้น

 

ดร.คงกระพัน ชี้แจงว่า ในฐานะบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. ได้ส่งคณะทำงานเข้าไปดูแลและสนับสนุนการทำงานของบริษัทลูกเรื่องธรรมาภิบาล อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ต้น พร้อมย้ำถึงข้อเท็จจริงในทางอุตสาหกรรมว่า ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นไม่สามารถทำการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรได้ เนื่องจากไม่มีพื้นที่ถังเก็บ (Storage) เพียงพอ น้ำมันที่กลั่นออกมาจะต้องถูกระบายออกไปอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ปตท. ยืนยันที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐ และปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการตรวจสอบของกฎหมาย โดยยึดมั่นในนโยบายที่ให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานด้วยความชัดเจน และสามารถตรวจสอบข้อมูลการผลิตและการขายได้อย่างโปร่งใสที่สุด

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories