วันนี้ (4 กรกฎาคม) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนขยายผล กรณีการจับกุม อุทัย (ชายสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงิน) ผู้ต้องหาที่ปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดขณะนำพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดไปส่งให้ มินา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะถูกทางการออสเตรเลียจับกุมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา
พล.ต.อ.สำราญ พร้อมด้วยคณะทำงานระดับสูง ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด ในเขตอำเภออุทัย และอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมุ่งเน้นไปที่ห้องพักของอุทัยภายในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลทลายเครือข่าย
จากการตรวจค้นภายในห้องพัก เจ้าหน้าที่พบวัตถุพยานสำคัญหลายรายการ ได้แก่ ผ้าลายช้างที่ถูกตัดออกจากสภาพกระเป๋าจำนวน 8 ผืน รวมถึงเศษผ้าที่ถูกตัดเป็นริ้วจำนวนมาก และพบผงสีขาวต้องสงสัยตกหล่นอยู่
เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ทำการเก็บตัวอย่างผงสีขาวดังกล่าวที่ติดอยู่ตามเศษผ้าไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นยืนยันชัดเจนว่าเป็นยาเสพติดประเภทเฮโรอีน นอกจากนี้ ยังตรวจยึดเงินสด โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ เสื้อผ้า และกระเป๋าเป้ ซึ่งมีลักษณะตรงกับที่อุทัยสวมใส่ในวันที่นำพัสดุไปส่งให้กับ มินา โดยเจ้าหน้าที่จะนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยผลการสอบสวนเบื้องต้นว่า อุทัย ผู้ต้องหา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้งจากจังหวัดน่าน ซึ่งเดินทางมาเช่าห้องพักในจุดที่เข้าตรวจค้น โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทราบมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าภายในพัสดุดังกล่าวบรรจุยาเสพติด
อุทัยให้การถึงพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ได้เดินทางไปรับกระเป๋าจากบุคคลที่ปกปิดใบหน้าในพื้นที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยแบ่งเป็นกระเป๋าลายช้าง 4 ตัว จำนวน 12 ใบ และลายช้าง 2 ตัว จำนวน 6 ใบ ซึ่งภายในถูกซุกซ่อนเฮโรอีนมาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นได้โดยสารรถทัวร์เข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำของมาพักเก็บไว้ที่ห้องพักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนจะนำไปส่งที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา โดยรับสารภาพว่าเคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง
ผู้ต้องหาให้การเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากทราบข่าวทางหน้าสื่อว่า มินา ถูกทางการออสเตรเลียจับกุม จึงได้นำเฮโรอีนที่เหลือไปทิ้ง พร้อมทั้งนำกระเป๋าบางส่วนไปทิ้งกระจายตามจุดต่างๆ เพื่อทำลายหลักฐาน สำหรับของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในห้องพักวันนี้ เป็นวัสดุที่ผู้ต้องหานำกลับคืนมาจากการนำไปส่งแล้วไม่มีผู้รับช่วงขนต่อ
ซึ่งสอดคล้องกับผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ยังคงพบคราบเฮโรอีนตกค้างภายในกระเป๋าในระดับความเข้มข้นที่สามารถยืนยันได้
สำหรับการขยายผลถึงผู้ว่าจ้าง อุทัยให้การว่า ได้รับการติดต่อจากบุคคลสัญชาติไทยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) แบบกลุ่ม โดยจำชื่อจริงไม่ได้ เนื่องจากผู้ว่าจ้างใช้ชื่อบัญชีในลักษณะนามแฝงหรือชื่อโค้ด เช่น รินริน
ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลทางเทคโนโลยีและเส้นทางการเงิน เพื่อสืบสวนขยายผลและติดตามจับกุมผู้สั่งการ ตลอดจนเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป






