วันนี้ (6 มกราคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ร่วมกันแถลงข่าวกรณีมีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหารวม 6 ราย ในความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด (ทองคำแท่ง) แก่เจ้าพนักงานฯ เพื่อจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่
สำหรับรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย 1. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 2. เอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. 3. สมบัติ อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงาน 4. นสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด พลเรือนคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ 5. สรพงษ์ พลเรือนผู้ทำหน้าที่ซื้อทอง และ 6. สุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวของเอกวิทย์ ซึ่งเป็นผู้รับทองคำจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2567 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้สั่งการให้ สามารถ ส่งมอบทองคำจำนวน 2 กล่อง น้ำหนักรวม 246 บาททองคำ ให้แก่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ (ผู้กล่าวหา) เพื่อให้นำไปมอบต่อให้กับเอกวิทย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจูงใจให้เอกวิทย์ ซึ่งรับผิดชอบสำนวนคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวกตกเป็นผู้ต้องหาในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ช่วยเหลือทางคดีด้วยการมีมติไม่ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและวินัย พร้อมทั้งกำชับให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ บันทึกวิดีโอขณะส่งมอบไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน 2567 พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำทองคำแท่งดังกล่าวไปส่งมอบให้กับเอกวิทย์ ผ่านทางสุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัว ที่บริเวณลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยพยานระบุว่าในวันดังกล่าว เอกวิทย์นั่งอยู่ในรถประจำตำแหน่งที่มารับทองด้วย
ภายหลังจากการรับมอบทองคำ ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2567 พบว่าเอกวิทย์ได้เรียกผู้ต้องหาในคดีมาชี้แจงข้อเท็จจริงและเร่งรัดกระบวนการสอบสวน จนกระทั่งคณะอนุกรรมการมีมติไม่ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ รวบรวมพยานหลักฐาน และได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. แล้วเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568
ในการแถลงข่าว คณะตำรวจได้เปิดเผยหลักฐานสำคัญ ประกอบด้วยคลิปวิดีโอเหตุการณ์ขณะ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เตรียมนำทองคำแท่งจากในรถไปส่งมอบให้กับสุรสิทธิ์ที่รถประจำตำแหน่งของเอกวิทย์ จนกระทั่งรถคันดังกล่าวเคลื่อนตัวออกไป รวมถึงมีการเปิดคลิปเสียงสนทนาระหว่าง พ.ต.อ.ภาคภูมิ กับผู้ต้องหารายอื่น ที่มีเนื้อหาพาดพิงถึงการรับสินบนทองคำและการพิจารณาคดีในชั้น ป.ป.ช.
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวถึงความคืบหน้าและรายละเอียดของคดีว่า ตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจนในการซื้อทองคำ ซึ่งทองชุดดังกล่าวมีความพิเศษทำให้ผู้ขายจดจำได้ โดยผู้ซื้อทอง (สรพงษ์) ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้เสนอสินบน ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นอกจากนี้ จากการตรวจค้นจุดต้องสงสัย พบหลักฐานใบเสร็จรับทองกว่า 70 ใบ และพบทองคำน้ำหนัก 120 บาท ในที่ทำงานของผู้ถูกกล่าวหารายหนึ่ง ซึ่งเป็นทองจากร้านเดียวกันกับทองสินบน แต่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นทองส่วนที่รับคืนมาจากกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันได้ว่าทองคำหนัก 246 บาท มีการซื้อจริง มีใบรับรอง และถูกส่งมอบให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกรรมการ ป.ป.ช. โดยใช้รถประจำตำแหน่งมารับจริง
ด้านสถานะทางคดีของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้แจงว่า คดีนี้ตำรวจไม่ได้เริ่มสืบสวนเอง แต่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นผู้นำพยานหลักฐานเข้ามามอบให้และให้การยืนยันว่ากระทำไปตามคำสั่งของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด้วยความจำเป็นและภาวะจำยอมในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งหากปฏิเสธอาจเกิดผลร้ายต่อตนเอง
โดยเมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วพบว่าสอดคล้องกัน พนักงานสอบสวนจึงจัดสถานะ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นผู้กล่าวโทษและพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา และเชื่อว่าการดำเนินการนี้ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัว ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ความคุ้มครองพยานตามกฎหมายแก่ผู้ให้ข้อมูลทุกคน
สำหรับประเด็นการต่อสู้คดีและการฟ้องกลับ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่าไม่กังวลใจ โดยระบุว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจย่อมมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ต้องยึดความถูกต้องตรงไปตรงมา การตัดสินผิดถูกเป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรม พร้อมย้ำว่าคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทั้งเรื่องเว็บพนันเครือข่ายมินนี่, BNKMASTER, การตกแต่งบัญชีทรัพย์สิน และคดีสินบนทองคำ ล้วนผ่านการสืบสวนสอบสวนอย่างรอบคอบ โดยหาก ป.ป.ช. ส่งสำนวนคืนมา ตำรวจก็พร้อมรับกลับมาดำเนินการต่อ
เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาดังนี้
1. เอกวิทย์: ผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินฯ โดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.
2. สุรสิทธิ์: ผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินฯ
3. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และพวกรวม 4 คน: ผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานฯ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่



