×

ผบ.ตร. สั่งโอนคดีแก๊งตำรวจอุ้มชาวจีนสระแก้วให้ส่วนกลาง ประกาศใช้ยาแรง กวาดล้างสีกากีนอกรีต สั่งให้ออกจากราชการทันที

โดย THE STANDARD TEAM
21.05.2026
  • LOADING...
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีตำรวจอุ้มชาวจีน

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ที่ ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการนำเสนอข่าวผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งระบุว่ากลุ่มผู้ต้องหาชาวต่างชาติชาวจีน 5 ราย ได้ให้การซัดทอดว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ผู้กองตี๋) คอยส่งเสบียงอาหารให้ตลอดเวลา แต่ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วกลับรายงานไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอต่อการเอาผิดนั้น

 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใสและรัดกุม ได้สั่งการให้รายงานเรื่องดังกล่าวมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยตรง ซึ่งทาง ตร. อาจพิจารณาดำเนินการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้เอง เบื้องต้นตนได้รับรายงานจากทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แล้ว

 

พร้อมระบุว่าตนได้รับทราบข้อมูลเบาะแสจากทางผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ตั้งแต่ก่อนที่จะตกเป็นข่าว ซึ่งได้สั่งการกำชับอย่างเด็ดขาดไปว่า จะไม่ปล่อยปละละเลยเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดแม้แต่รายเดียว โดยเปรียบเทียบว่าสิ่งที่เป็นเสมือนเห็บหมัด ในองค์กร จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หรือ ยาแรง เข้าดำเนินการและจับกุมในทันที

 

ผบ.ตร. ระบุเพิ่มเติมว่า ทีมสืบสวนของ สตม. และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้ดำเนินการตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด นำมาสู่การเข้าจับกุมผู้กระทำผิด แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัยและทางอาญา ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแต่กลุ่มผู้กระทำผิดพยายามปกปิดพฤติการณ์การหน่วงเหนี่ยวกักขังอย่างมิดชิดไม่ให้บุคคลภายนอกรับทราบ

 

อย่างไรก็ตาม จากพฤติการณ์และเหตุการณ์ที่ปรากฏ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง แต่การพิจารณาโทษต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายไปแล้วว่า หากพฤติการณ์ ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายสอดคล้องและเข้าข่ายความผิด ให้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนในทันที

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ปกป้องและไม่เอาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีพฤติกรรมดังกล่าวไว้เด็ดขาด โดยเฉพาะคดีนี้ที่มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องให้ ตร. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเอง พร้อมยืนยันนโยบายในการทำคดีทุกคดีว่าจะไม่มีการช่วยเหลือพวกพ้อง และจะดำเนินการสืบสวนหาหลักฐานเพื่อเอาผิดขั้นเด็ดขาดอย่างจริงจัง

 

กรณีขบวนการเจ้าหน้าที่ตำรวจประพฤติมิชอบ ก่อเหตุอุ้มรีดทรัพย์ชาวจีนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ล่าสุด ร.ต.อ. ประยูร หรือที่รู้จักในชื่อ ผู้กองตี๋ ได้เดินทางเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจภูธรวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากที่กลุ่มผู้เสียหายชาวต่างชาติสัญชาติจีนจำนวน 5 ราย ได้ชี้ตัวยืนยันอย่างชัดเจนว่า ร.ต.อ. ประยูร เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการสำคัญ โดยทำหน้าที่ในการสั่งการ ตลอดจนคอยส่งเสบียงอาหารและเครื่องดื่มให้ในระหว่างที่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว

 

สำหรับพฤติการณ์แห่งคดีที่นำมาสู่การเข้ามอบตัวในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ก่อเหตุได้ร่วมกันกระทำการอุกอาจ ด้วยการกักขังหน่วงเหนี่ยวและใช้เครื่องพันธนาการกับกลุ่มผู้เสียหายชาวจีน พร้อมทั้งข่มขู่เรียกเงินค่าไถ่เพื่อแลกกับอิสรภาพในอัตรา 300,000 บาทต่อราย จากพยานหลักฐานและการชี้ตัวที่แน่ชัด พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาหนักแก่ ร.ต.อ. ประยูร รวม 4 ฐานความผิด

 

ประกอบด้วย การร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น, การเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ, การข่มขืนใจเรียกรับทรัพย์ และการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีทางอาญา ทางผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดได้พิจารณาความผิดที่ปรากฏ จึงได้มีคำสั่งขั้นเด็ดขาดให้ ร.ต.อ. ประยูร ออกจากราชการไว้ก่อน ในทันที เพื่อไม่ให้เข้ามาแทรกแซงพยานหลักฐานและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางวินัยต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมีการเข้ามอบตัว คดีดังกล่าวได้เกิดประเด็นข้อกังขาในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น เมื่อกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วเคยมีรายงานระบุว่า พยานหลักฐานยังไม่มีความเพียงพอที่จะสามารถเอาผิด ร.ต.อ. ประยูร ได้ ในเวลาต่อมา สื่อมวลชนและเพจข่าวสารออนไลน์ได้ร่วมกันตีแผ่ข้อเท็จจริงและเปิดโปงพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งประเด็นดังกล่าวทราบถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้สั่งการด่วนให้โอนคดีและลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบเครือข่ายนี้อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising