Menu

เทยมาสคอต: ถอดตัวตนภายใต้หน้ากากผู้ให้ความสุขที่กลับถูกเติมเต็มเสียเอง

07.12.2017
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

Time index
01.35 ความฝันในวัยเด็กคืออยากเป็นแมสเซนเจอร์ ขับแท็กซี่ และใส่มาสคอต
05.20 มาสคอตคืออาชีพที่ไม่ต้องเป็นตัวเรา
06.22 เตรียมตัวเป็นมาสคอต
10.44 วันที่มาสคอตตลกไม่ออก
19.57 ความฝันที่ยังไม่ได้ทำ
21.41 อยากเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายไหม

อีกหนึ่งอาชีพที่เทยก็สามารถทำได้โดยหลายคนอาจจะนึกไม่ถึงคือการสวมมาสคอตเป็นตัวการ์ตูนให้ความสุขกับเด็กๆ อย่างมิกซ์ -เทยเท่ในเอพิโสดนี้ที่ว่างงานจนซึมเศร้าและคิดอยากหาอาชีพที่ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าตัวตนเขาคือใคร ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายที่จะทำอะไรก็ได้ภายใต้หน้ากาก แต่กลับไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีทั้งคาแรกเตอร์บังคับให้ต้องศึกษา ชุดที่หนัก และสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้


และในขณะที่มาสคอตดูเป็นอาชีพที่สร้างความสุขให้คนอื่น แต่เธอเองกลับบอกว่า แท้จริงแล้วความสุขนั้นก็ย้อนกลับมาเติมเต็มให้ตัวเธอด้วยเช่นกัน

 


 

ตั้งแต่เด็กเคยมีความฝันอยากจะทำอะไรบ้าง

ตั้งแต่เด็กเรามีความฝันหลายอย่าง ทั้งอยากเป็นแมสเซนเจอร์ คนขับแท็กซี่ และเป็นมาสคอต ก่อนหน้านี้ฝันกว้างไกลมากกว่านี้ เลยคิดว่าเอาใกล้ๆ ก่อน

 

ทำไมอยากเป็น 3 อย่างนั้น

อยากท่องเที่ยว เพราะเราเกิดปทุมธานี เป็นชานเมือง เราอยากอยู่ในกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตแบบคนกรุง เลยเริ่มที่อยากเป็นแมสเซนเจอร์ แต่พอได้เป็นจริงๆ ครั้งแรกคือเป็นงานส่งเอกสารตามมหาวิทยาลัย เราต้องไปรอผู้ใหญ่เซ็น สรุปว่าทั้งชีวิตเราต้องนั่งรอหน้าห้อง ไม่ได้ท่องเที่ยวขับมอเตอร์ไซค์อย่างที่คิดไว้

 

ประสบการณ์ระหว่างการเป็นแมสเซนเจอร์ต้องเจอกับอะไรบ้าง

จริงๆ เราเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์ไม่แข็ง เราเลยค่อยๆ ไต่ไปตามความสามารถที่มี ไม่ได้ฉวัดเฉวียนเป็นเทยแว้นอะไรเลย และด้วยความที่ต้องนั่งรอนานๆ เทคโนโลยีก็ยังไม่ทันสมัยเหมือนทุกวันนี้ที่นั่งเล่นมือถือรอได้ ตอนนั้นมันไม่มีอะไรทำเลย บางทีเราต้องรอถึงเย็น

 

เป็นแมสเซนเจอร์อยู่นานแค่ไหน

ประมาณ 2-3 เดือนแล้วตัดสินใจเลิกเลย แล้วหลังจากนั้นก็อยู่บ้านเฉยๆ จนพ่อมาบอกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องหาอะไรทำ เรารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้วแหละ แล้วความฝันเราเพิ่งเก็บไปได้อย่างเดียวเอง เหลืออีก 2 อย่างยังไม่ได้ทำเลย ทีนี้จังหวะดีมาก เพราะมีมาสคอตมาให้ออดิชัน เราเลยไป แล้วได้ด้วย แต่ปรากฏว่าวันงานเราประสบอุบัติเหตุ ไปไม่ได้

 

ทำไมถึงอยากเป็นมาสคอต เราชอบตัวการ์ตูนตั้งแต่เด็กแล้วหรือเปล่า

เหมือนเด็กทั่วไปที่ชอบดู ชอบอ่าน แต่ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องทำอะไร ไม่มีความรู้เลย นึกว่าแค่ใส่ชุดแล้วเล่นกับเด็กไป


ตอนนั้นพอเราเริ่มอยู่บนคนเดียว เราเริ่มหงอย ฝ่อ ไปเจอใครไม่ได้ พอเจอใครแล้วมันไม่มั่นใจ เจอที่กว้างแล้วเริ่มขาสั่น มันแย่มาก วันไหนแม่ไม่ส่งข้าวมาให้แล้วต้องออกไปซื้อข้าวเองจะถึงกับเครียด พอพ่อมาบอกให้เราทำอะไรสักอย่างเลยกลับมาคิดว่ามาสคอตมันเป็นอาชีพที่ไม่ต้องเจอใคร ไม่เห็นหน้าเราด้วย มันเป็นอาชีพที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรา นี่แหละ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีที่สุดแล้ว

เลยกลับมาคิดว่ามาสคอตมันเป็นอาชีพที่ไม่ต้องเจอใคร ไม่เห็นหน้าเราด้วย มันเป็นอาชีพที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรา นี่แหละ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีที่สุดแล้ว


แล้วก็ได้เข้ามาแคสต์อีกครั้งหลังจากประสบอุบัติเหตุ เจ้าเดิมเขาติดต่อกลับมาอีก เพราะอยากให้เรากลับไปใส่ เลยได้โอกาสใส่ทำงานจริงๆ ครั้งแรก

 

ครั้งแรกที่ใส่ชุดมาสคอตเป็นอย่างไรบ้าง

ครั้งแรกชุดมันใส่ยาก ขยับยาก ด้วยความที่มันเป็นหุ่นยนต์ เราจะพยายามอิงให้ได้ว่ามันคือหุ่นยนต์ที่มีบุคลิกลักษณะแบบนี้ พอเริ่มอยู่ได้สักรอบสองรอบ พอรอบ 3 เด็กๆ เริ่มมาเยอะ ชวนกันถ่ายรูป เราก็รู้สึกแฮปปี้ เพราะมีเด็กๆ รุมล้อม

 

เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะว่าคนที่จะใส่มาสคอตเขาต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ต้องมีใจ ใจต้องได้ก่อน มันพูดไม่ยาก จะเอาทีมงานมาใส่ก็ได้ จริงๆ มันต้องมีเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเอาคนที่เป็นมาสคอตมาใส่มาสคอต แทนที่จะเอาทีมงานมาใส่ ค่าแรงก็ไม่เท่ากัน อย่างมาสคอตบางตัวคือการเล่นละคร ถ้าเป็นตัวนี้ต้องเป็นคนนี้เล่นเท่านั้น จะเอาใครๆ มาเล่นไม่ได้

 

มีการแคสติ้งไหม

มี ที่โดนแคสต์มาเขาจะถามว่า ถ้าเราใส่ตัวผู้หญิง เราจะทำอะไรบ้าง เราต้องทำท่าสดเลยโดยไม่ต้องใส่ชุด บางที่จะให้เต้น อาจจะเอาแค่เข้าจังหวะ

 

แล้วเราต้องทำการบ้านก่อนไปแคสต์ไหมว่าถ้าเป็นตัวนี้จะต้องทำอะไรบ้าง

ถ้าเป็นคาแรกเตอร์ที่มีอยู่แล้ว เราจะนั่งดูแต่ตัวนี้วนไปเรื่อยๆ จับท่าที่เขาทำบ่อยๆ ลักษณะนิสัย ถ้าเขาเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำแบบไหน พอแคสต์ผ่าน ถึงวันงานเขาจะบอกว่าให้เราแสดงรอบไหนบ้าง กี่โมงถึงกี่โมง เราก็รับผิดชอบตัวเอง ใส่แล้วก็ออกไป เราก็ทำท่าทำทางตามเพลง มีเพลงให้เต้นเราก็เต้นสุด เราเองไม่มีพื้นฐานการเต้นเลย แต่เก็บประสบการณ์กันไป ถ้ามีซ้อมเต้นเราก็เก็บการนับแปด เก็บท่าประยุกต์มาเป็นเรา

 

มีตัวไหนที่ใส่แล้วประทับใจที่สุด

ทุกตัวมันประทับใจหมด เหตุการณ์มันไม่เหมือนกัน แต่ถ้าตัวที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นโพโรโระ เป็นเพนกวินที่เป็นการ์ตูนของเกาหลี เพราะตัวละครนี้ถอดแบบมาจากประธานาธิบดีของเขา พอได้ใส่เราก็รู้สึกเป็นเกียรติ ต้องทำให้ไม่เสียหน้าเมื่อมาอยู่ไทย

 

พอได้ใส่มาสคอตออกไป เรามั่นใจมากขึ้นไหม

ปัจจุบันนี้มันไม่ช่วยแล้ว (หัวเราะ) เหมือนตาชั่งมันเท่ากันแล้ว จะใส่หรือไม่ใส่เราก็ทำแบบนี้ได้ จะใส่หรือไม่ใส่เราก็โบกมือให้เด็กได้

 

มีเหตุการณ์อะไรบ้างไหมที่มาสคอตตลกไม่ออก

เราคบกับแฟนตั้งแต่อายุ 16-17 คบกับแฟนคนหนึ่ง 7 ปีแล้วเลิกกัน แต่ต้องอยู่ด้วยกัน เพราะไปไหนไม่รอด มันแยกกันอยู่ไม่ได้ บ้านก็ต้องเช่าด้วยกัน ของใช้ก็ซื้อมาใช้ด้วยกันตลอด 7 ปี มันแยกยาก เราไม่ได้มีสินสมรสแบ่งกันคนละครึ่งเหมือนชายหญิงทั่วไป เลยต้องทนอยู่กันไป แล้วเราคือคนบอกเลิกให้ต่างคนต่างไปลองคบคนอื่น ถ้ามันไม่ใช่ค่อยกลับมาคุยกันอีกที พอแยกกันจริงๆ เขาไปเจอคนที่ใช่ แต่เราแย่มาก ทุกวันต้องอยู่กับเขา ต้องเห็นหน้าเขา เลยตัดสินใจไปทำงานต่างจังหวัดด้วยการรับใส่มาสคอตผลิตภัณฑ์นมชนิดหนึ่งแล้วไปโชว์เป็นละครเวที ใส่เป็นตัวหมี จากที่เลิกกันผ่านไป 3 ปี เขาก็ไปมีความสุขนานแล้ว ซึ่งการไปอยู่ต่างจังหวัดครั้งนั้นคือครั้งแรกที่แยกกันอยู่จริงๆ


ก่อนโชว์เราไปเปิดฟังเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน เนื้อหาเพลงนี่มันเราชัดๆ ร้องไห้ใหญ่ ทีมงานมาถามว่าเราโอเคไหม เราบอกว่าโอเค เลยใส่ชุดออกไป แต่ข้างในยังร้องไม่หยุด พอเล่นเสร็จแล้วลงไปข้างล่างอยู่กับเด็กๆ เด็กคงน่าจะเห็นว่ามีน้ำอะไรซึมๆ ออกมา

 

น้องคนหนึ่งบอกว่า “เหนื่อยเหรอ ไม่เป็นไรนะ หนูอยู่ข้างๆ” ตอนนั้นเรารู้สึกดีมาก จากที่เราใส่ชุดให้ความสนุกเขามาตลอด มันได้รับกลับมา

 

จริงๆ ทุกครั้งที่ใส่ก็ได้รับกลับมาตลอด ทุกครั้งที่คนยิ้มกลับมาให้เรา เขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นใคร เพราะในชุดมันคืออีกคนหนึ่ง

 

มีรายละเอียดของชุดหรืออื่นๆ ที่คนทั่วไปไม่รู้ว่าจริงๆ คนใส่มาสคอตต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ไหม

คนส่วนใหญ่คิดว่าการใส่มาสคอตคือแค่ใส่ชุดแล้วออกมาเต้น มันมองได้หลายแบบ อยู่ที่ลูกค้าด้วย บางทีลูกค้าอยากจะได้แบบเรียกลูกค้านะ เต้นดึงความสนใจนะ อันนี้เป็นการแสดงละคร ต้องอินคาแรกเตอร์นะ อยู่ที่เขาสร้างโจทย์มา


ส่วนชุดจริงๆ คือร้อนมาก แล้วเราเป็นสายฮาร์ดคอร์ด้วย ทวีความโหดของชุดขึ้นเรื่อยๆ จากชุดเบาๆ 1-2 กิโลกรัม มาเป็น 10 กิโลกรัม แล้วไม่หยุดอยู่แค่นั้น ไปถึง 30-40 กิโลกรัมก็มี เช่น

 

ชุดไดโนเสาร์ของสวนสนุกที่เพิ่งเปิด อันนี้คือต้องเหมือนเลย ต้องไปนั่งดูสารคดีว่ามันเดินอย่างไร กินอย่างไร ขยับอย่างไร กะพริบตาอย่างไร

 

ยากไหม

แรกๆ ก็ยาก เหนื่อย ปกติใส่มาสคอตไม่เคยวอร์มเลย แต่ใส่ชุดนี้ต้องวอร์มก่อนใส่ตลอด เหมือนวอร์มก่อนแสดงกายกรรมเลย เราต้องวิ่งรอบสวนสาธารณะข้างๆ ก่อนเข้างานตลอด ไม่อย่างนั้นไม่ไหวจริงๆ ตอนนั้นเคยคิดด้วยซ้ำว่าจะเลิกดีไหม แก่แล้ว เราจะต้องใส่อย่างนี้เหรอ แต่หลังจากออกจากที่นั่นก็ไปใส่ชุดมาสคอตธรรมดา ปรากฏว่าชิลล์ไปเลย 20 กิโลกรัมนี่เบามาก เพราะเจอหนักกว่านี้มาแล้ว เลยกลายเป็นดีนะ เป็นบทเรียนบทหนึ่งให้เรารู้ว่าไม่มีอะไรที่หนักที่สุด มันต้องมีหนักกว่านี้


มันยังไม่จบที่ตรงนี้นะ ไดโนเสาร์ว่าหนักแล้ว ปัจจุบันเราใส่คิงคอง ยากยิ่งกว่า มันหนักแค่ 20 กิโลกรัม แต่ชุดไม่มีที่ให้หายใจเลย ใส่ไป 5 นาทีจะรู้สึกเหมือนคนจมน้ำ เราต้องฝึกระบบการหายใจใหม่ให้มันเป็นจังหวะ หายใจหอบๆ ไม่ได้เลย เราต้องไม่ลน ต้องมีสติ

 

มีชุดไหนที่เรายังไม่ได้ใส่แล้วอยากใส่

ที่อยากใส่เลยคือมิกกี้เมาส์ของดิสนีย์แลนด์ มันเหมือนจุดสูงสุดของอาชีพแล้ว เราเห็นในคลิป ในโชว์ เขาใส่เนียนมาก จังหวะการหายใจ การพูด การขยับตัวคือสุดยอดมาก

 

มีข้อจำกัดสำหรับคนที่ใส่มาสคอตบ้างไหม

ความเตี้ยไม่ใช่อุปสรรคเลย เพราะมาสคอตบางตัวต้องเล็ก ปิกาจู 155 เซนติเมตร หรือน้ำแข็งไสไอซ์มอนสเตอร์ 150 เซนติเมตร

 

แล้วความเป็นเพศทางเลือกของเรามันช่วยหรือมีอุปสรรคในการทำงานบ้างไหม

แรกๆ เหมือนเป็นอุปสรรค เพราะบางโชว์ที่มีแต่ผู้ชาย เขาก็จะมองว่าเราจะไหวไหม เราเลยต้องมีอะไรมากกว่าเขาอีกขั้นเพื่อให้เขายอมรับให้ได้ อย่างตอนที่นัดบรีฟแล้วเห็นชุดกัน ทุกคนก็โอ้โห จะใส่กันไหวเหรอ หน้าตาแตกตื่น เราเลยบอกว่า มา! ขอลองเลยคนแรก แล้วเราก็จะทำให้เห็นเลยว่ามันทำได้ พอคนที่ 2 ที่เขาเป็นผู้ชายแท้ๆ มาใส่ ปรากฏว่าเขาไม่ไหว เพราะมันหนักมาก แต่พอเขาเห็นว่าเราทำได้ เขาก็เลยรู้สึกว่าต้องทำให้ได้

 

คิดว่าจะยึดอาชีพมาสคอตไปอีกนานไหม เพราะยังมีความฝันอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

หลังจากเราใส่มาสคอตมาระยะหนึ่งก็ออกรถ เราเลยไปขับอูเบอร์เพื่อเติมเต็มความฝันการเป็นแท็กซี่ ใช่ เราต้องทำความฝันให้ครบ เราชอบนะ มันได้เจอคนเยอะ แล้วลูกค้าอูเบอร์หลายคนจะชวนเราคุย มีทัศนคติที่แตกต่างกัน บางคนเขาก็สอนเราเรื่องการใช้ชีวิต บางคนก็สอนเราเรื่องการใช้เงิน บางคนก็เมาท์ที่ทำงานให้ฟัง

 

นอกจากความฝันที่พูดมาแล้ว อยากทำอะไรอีกไหม

ไม่รู้สิ อยากจดทะเบียนสมรส มันควรต้องมี เพราะบางทีชีวิตคู่แบบเรามันเยอะ แล้วมันไม่มีอะไรรองรับ ด้วยความที่ผู้ใหญ่ เขามองว่าเราคบกันเล่นๆ เดี๋ยวก็เลิกกัน ก็เพราะมีความคิดแบบนี้ มันเลยไม่มีคู่ที่ถาวรให้เห็นจริงๆ สักที เพราะไม่มีอะไรมายืนยัน อย่างน้อยมันก็ยืนยันเราได้ระดับหนึ่ง

 

อยากเปลี่ยนเป็นชายจริงหญิงแท้ไหม

ไม่เลย ไม่อยากเป็นผู้หญิง เพราะถ้าท้องมันดูลำบากและเจ็บปวด แล้วเราก็ไม่อยากเป็นผู้ชาย เพราะเราไม่อยากแต่งงานกับผู้หญิงไง

 


 

Credits

The Host นันท์ณภัส ธิปธรารัตนศิริ

The Guest สิทธิโชค กำจรพาณิชย์เจริญ

 

Show Creator อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
Music Westonemusic.com

FYI
  • Pororo หรือในชื่อไทย โพโรโระ เพนกวินป่วน ก๊วนขั้วโลก คือการ์ตูน 3 มิติจากประเทศเกาหลีใต้ที่ได้รับความนิยม โดยตัวละครหลักคือเป็นเพนกวินพร้อมเพื่อนสัตว์ในขั้วโลก ซึ่งแต่ละตอนตัวละครกลุ่มจะไปเจอกับเรื่องราวต่างๆ
  • นับแปด คือการนับจังหวะการเต้นพื้นฐานที่นับ 1-8 เพื่อให้เข้ากับจังหวะเพลง
  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US