×

บทเรียนและทางออกจาก 3 เคสเด็กดีที่อยากแก้ปัญหาหนี้ให้ครอบครัว

17.09.2018
  • LOADING...

 

เมื่อมีทางเลือก ไม่ได้แปลว่า เราต้องเลือกแค่ทางใดทางหนึ่ง เช่นเดียวกับทางออกในการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้แค่วิธีเดียว

 

มันนี่โค้ช หยิบเคสจากทางบ้านที่ส่งเข้ามาขอคำปรึกษา เป็นเคสที่ประสบปัญหาไปในทางเดียวกัน นั่นคืออยากแก้ปัญหาหนี้ให้ครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ละเคสอธิบายทางเลือกที่ตัวเองอยากใช้มาพร้อมสรรพ มันนี่โค้ชจะแนะนำและให้คำตอบไปทางไหน กดฟังได้ใน The Money Case by The Money Coach เอพิโสดนี้ หรือถ้าใครสะดวกอ่านสามารถไล่สายตาลงมาข้างล่างได้เลย  

 


 

Q: สวัสดีค่ะโค้ช อยากปรึกษาปัญหาหนี้ค่ะ ขอแนะนำตัวก่อนว่าได้ดูคลิปการสอนของโค้ช เนื่องจากสนใจการซื้อคอนโดฯ ปล่อยเช่าค่ะ ตอนนี้หนูเพิ่งเรียนจบได้ 1 ปี ทำงานเงินเดือน 20,000 บาท ส่งให้ทางบ้านเดือนละ 10,000 มาโดยตลอด เนื่องจากทราบดีว่าที่บ้านมีหนี้อยู่ 3 รายการค่ะ คือ

 

1. ผ่อนรถ 6,500 บาทต่อเดือน

2. ผ่อนจำนองบ้าน หลังที่ 1 7,500 บาทต่อเดือน

3. ผ่อนจำนองบ้าน หลังที่ 2 10,000 บาทต่อเดือน

 

ซึ่งที่ผ่านมารับรู้การใช้จ่ายของทางบ้านตลอด ว่ามีการใช้จ่ายกันอย่างไร การจำนองบ้านนั้นก็เพื่อนำเงินมาลงทุน แต่พอได้เงินจากธนาคารมาแล้ว กลับไม่ได้นำเงินก้อนดังกล่าวมาลงทุนตามที่ตั้งใจไว้ เพราะไม่มีการเตรียมแผนไว้เลยว่าจะลงทุนด้านไหน  

 

ผลสุดท้าย เงินที่ได้จากการกู้ธนาคารจึงนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเทอมลูก ไม่ได้ลงทุนเป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้เมื่อเงินหมด ก็มีปัญหาการส่งเงินแก่ธนาคาร ตอนนี้สงสารแม่มากค่ะ อยากช่วยแม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้คิดไว้อยู่ 2 ทางคือ

 

1. อยากจะเพิ่มจำนวนเงินให้ที่บ้าน เป็น 17,000 ต่อเดือน เพื่อให้พอผ่อนรถด้วย เพราะผ่อนรถน่าจะหมดประมาณปีนี้ค่ะ ถ้าหมดหนี้รถ ก็จะกลับมาให้เดือนละ 10,000 เหมือนเดิม

 

2. อยากขายบ้านที่พ่อกับแม่อยู่ตอนนี้ ถ้าขายได้ จะสามารถใช้หนี้ที่มีอยู่ตอนนี้หมดได้เลย ลองเช็กดูแล้วราคาประเมินกรมที่ดินอยู่ที่ 5 ล้านค่ะ จะปิดหนี้ได้และซื้อบ้านหลังใหม่ที่เล็กลงได้ด้วย

 

อยากรบกวนโค้ชช่วยแนะนำค่ะว่าหนูควรเลือกทางไหนดี ใจจริงอยากทำข้อ 2 มากๆๆๆๆๆๆ เพราะเราจะได้ไม่ต้องใช้หนี้อะไรอีก คิดว่าอยากให้พ่อกับแม่เลิกทำงานเลยด้วยซ้ำ อยากส่งเงินให้เขากินอยู่สบายๆ ค่ะ แต่เรื่องบ้าน แม่ค่อนข้างยึดติด ไม่อยากขาย แต่ก็เห็นทั้งสองคนทุกข์และเครียดเรื่องหนี้อยู่ทุกวัน ตอนนี้กิจการที่ท่านทั้งสองคนทำ ก็ไม่มีกำไร จะว่าไปขาดทุนเสียด้วยซ้ำ หลายครั้งยังมีความคิดจะกู้หนี้นอกระบบมาใช้หนี้ธนาคารด้วยค่ะ

 

หนูรอคำตอบจากโค้ชอยู่นะคะ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะโค้ช

 

อันดับแรกที่ต้องเตือนก่อนคือ ความคิดที่ว่าจะกู้หนี้นอกระบบ อย่าเด็ดขาด เพราะเมื่อไรที่เราออกไปนอกระบบ สถานการณ์และความยากลำบากจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กัดฟันสู้ในระบบยังดีเสียกว่า

 

ที่ถามว่าเลือกทางไหนโอเคกว่ากัน แบบแรกก็โอเค แต่หัวใจสำคัญคือเราต้องหารายได้เพิ่ม ถ้าให้เงินที่บ้าน 17,000 บาท เราจะเหลือเงิน 3,000 บาท จำนวนนี้อยู่กินไม่ได้หรอก

 

ทางที่สองเป็นทางออกที่ดีมาก ไม่ไหวจริงๆ ก็ขาย และเอาเงินคืนหนี้เขาไป เหลือส่วนเกินเอามาซื้อบ้านด้วยเงินสด ไม่เป็นหนี้อีกต่อไป เป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าเราเอาอารมณ์ความรู้สึกของคนในครอบครัวเข้ามาด้วย กล้ารับประกันว่าเรื่องนี้ค่อนข้างใหญ่ บ้านเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ผูกพันต่อคนที่อยู่อาศัย เราก็ต้องเข้าใจคุณพ่อคุณแม่ด้วย

 

ถ้าเป็นไปได้ทำทั้งสองทางไปพร้อมกันก็ไม่น่าผิดอะไร เหตุผลคือ แม้จะเลือกทางที่สอง คุยกับคนที่บ้านแล้วเข้าใจกันว่าเราต้องสละบ้านไปชั่วคราว และหาโอกาสใหม่ๆ ให้ชีวิต ทำให้ชีวิตเราเบาลง คล่องขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าประกาศแล้วจะขายได้เลย อาจจะต้องรอไปถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี ระหว่างที่ยังขายไม่ได้และภาระหนี้ยังอยู่ ทางเลือกที่ 1 ก็เป็นทางเลือกที่ใช้ได้ อาจจะจ่ายให้ที่บ้านมากกว่าเดิมสักหน่อยและหารายได้เสริมด้วย เราให้เพิ่มแต่ไม่ควรไปกู้มาเพิ่ม ผมว่ามันเป็นโบนัสเหมือนกัน ถ้าเรากัดฟันช่วยที่บ้านส่งรถอีกประมาณ 5 เดือน โดยการหารายได้เพิ่มเข้ามา สร้างอาชีพขึ้นมาอีกหนึ่งอาชีพ พอหนี้รถหมด กลับไปส่งให้ที่บ้านเดือนละ 10,000 บาทเหมือนเดิม แต่เรามีรายได้ทางที่สองแล้ว เราก็จะมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งทาง ซึ่งผมคิดว่าทางนี้จะช่วยได้ด้วยในระหว่างที่บ้านยังขายไม่ได้ บางครั้งในชีวิตเราอาจจะไม่ต้องเลือกทางเดียว

 

เราต้องคุยกับที่บ้านให้เข้าใจให้เขาเห็นภาพข้างหน้าว่า การทำแบบนี้จะสั่นสะเทือนทางจิตใจเล็กน้อย แต่ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกที่ จากนั้นก็ประกาศขายบ้านตามแนวทางที่วางไว้ และหารายได้เพิ่ม เมื่อทุกอย่างผ่านไปรายได้ก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะน่าจะเป็นทางออกที่ดี

 

Lessons learned

1. การกู้ยืมเงินออกมาโดยไม่มีแผน เป็นเรื่องที่ต้องระวัง ทุกครั้งที่จะกู้เงิน จำไว้เลยว่า เงินนั้นเป็นเงินที่มีต้นทุนและมีเรื่องดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

2. เวลาเราตัดสินใจเรื่องใดๆ ก็ตาม เราไม่ต้องเลือกข้อ 1 หรือ 2 บางครั้งมันอาจเป็นส่วนผสมของทางเลือก ทางเลือกแรกอาจจะดีแบบหนึ่ง ทางเลือกที่สองอาจจะดีอีกแบบหนึ่ง เอามาผสมกันก็อาจจะได้เป็นอีกทางเลือกที่ดีกว่า

 


 

Q: สวัสดีค่ะโค้ช ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนนะคะ หนูติดตามเพจมาได้ประมาณปีกว่า ชื่นชอบในเพจของโค้ชมาก ให้สาระ ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง หนูเรียนจบมา 3 ปีแล้วค่ะ เป็น 3 ปีที่ผ่านไปเร็วมาก ไม่ทันตั้งตัวไม่ได้วางแผนการเงินอะไรสักอย่าง ซึ่งมันก็มีปัญหาที่มีอยู่แล้ว หนูไม่ได้แก้ไข เลยอยากจะขอคำปรึกษาจากโค้ชค่ะ

 

คือที่บ้านหนูพ่อแม่มีภาระหนี้สินอยู่ก้อนหนึ่ง ซึ่งหนูเป็นพี่คนโตของบ้าน พ่อแม่มักจะหวังกับหนูว่าพอเรียนจบจะทำงานหาเงินมาใช้ให้พ่อแม่ แม่มักจะพูดซ้ำๆ ว่าหนี้ทั้งหมดเป็นของหนูคนเดียว ตอนที่เรียนใช้เงินเยอะมาก 3 ปีที่หนูเพิ่งทำงานใหม่ เงินเดือนไม่พอใช้ เงินเดือนเดือนแรกไม่ได้ให้พ่อแม่เลย เพราะกลัวจะไม่มีจ่ายค่าหอ ค่าอาหาร ค่าชุดที่ต้องซื้อไปทำงาน จึงทำให้พ่อแม่ผิดหวังอย่างแรง

 

หนูไม่รู้จะทำไง ทำงานมาปีหนึ่ง หนูเลยไปกู้เงินออมสินมาก้อนหนึ่ง ไปให้แม่ หลังจากนั้นก็ผ่อนออมสินต่อ แต่หนี้เก่ามันเยอะกว่าเงินที่หนูกู้มา มันไม่พอใช้ เวลาแม่เครียดๆแม่ก็จะพูดซ้ำๆ ไปมา ว่าไม่ช่วยกันเลย เงินเดือนก็ไม่เคยให้ ที่ไม่ได้ให้เพราะเอาเงินไปผ่อนออมสินอยู่ค่ะ และตอนนี้ก็ปีที่ 3 หนี้พ่อแม่ก็อยู่เหมือนเดิมผ่อนแต่ดอกเบี้ย หนูทำงานธนาคารเลยปรึกษาผู้จัดการ เพื่อที่จะกู้เงินซื้อบ้านของแม่ แล้วเอาเงินส่วนเกินมาใช้หนี้ให้พ่อแม่ ดอกเบี้ยร้อยละ 1.75 ผ่อน 10 ปี

 

ตอนนี้หนูลังเลมากว่าคิดถูกหรือผิด ถ้าหนูกู้ใช้หนี้ให้พ่อแม่หมด ตอนนี้หนูอายุ 25 ใช้หนี้หมดก็อายุ 35 ถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่ถ้าไม่กู้อะไรเลยแล้วทำงานใช้หนี้ไปดอกเบี้ยร้อยละ 8-9 บาท ไม่รู้จะหมดเมื่อไรค่ะ หนูคิดว่าพ่อแม่อายุเยอะแล้วอยากให้พัก ไม่ต้องทำงานเหนื่อยแล้ว ส่วนหนี้ก็โอนมาให้หนูรับผิดชอบทั้งหมด

 

แต่ประเด็นคือหนูสนใจเรื่องอสังหาฯ ให้เช่าอยู่ คิดอีกแบบถ้าหนูกู้เงินไปซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ให้คนอื่นเช่า แล้วค่อยๆ หาลู่ทางใช้หนี้จะดีกว่าไหมคะ

 

คำถามคือ

1. หนูกู้เงินซื้อบ้านของแม่ที่อยู่ตอนนี้จะได้เงินก้อนมา แล้วเอาเงินกู้ไปใช้หนี้พ่อแม่จะดีไหม (ผ่อน 10 ปี ดอกเบี้ย 1.75% แต่ถ้าหนูออกจากงานเมื่อไรดอกจะปรับเป็น 6-8 %)

 

2. กู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ให้เช่าดีกว่าไหม แต่แอบกลัวผิดพลาดแล้วไม่เป็นตามแผน คนเช่าไม่มี หนี้ก็ไม่ได้ใช้

 

รบกวนโค้ชช่วยแนะนำด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

 

การกู้ดอกเบี้ยต่ำตรงนี้ไปเคลียร์หนี้ของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งดอกเบี้ยร้อยละ 8-9% เป็นแนวทางถูกต้องและสามารถทำได้ แต่เชื่อว่าคงมีความกังวลว่าตนเองต้องเป็นหนี้ไป 10 ปี และก็กลัวเรื่องของการเสียโอกาสที่อยากจะเอาเครดิตของตัวเองไปลงทุนคอนโดฯ ให้เช่าเป็นของตนเอง

 

เรื่องแรกที่อยากเตือนก่อนก็คือ คนที่สภาวะทางการเงินมีความเสี่ยงหรือยังมีเรื่องให้กังวลอยู่มาก การลงทุนแบบอยากจะได้ผลลัพธ์เร็ว อันนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่เหมือนกัน ต้องบอกจากประสบการณ์ ไม่ได้ว่าบอกว่าต่อไปต้องเจอเรื่องนี้ อยากให้คิดให้ละเอียดรอบคอบก่อน จัดการปัญหาในอดีตให้เคลียร์และเบาบาง เพื่อลดความกังวลของเราไปสักระดับหนึ่ง อาจจะไม่ต้องเคลียร์หนี้ให้พ่อแม่ทั้งหมด แต่อยู่ในวิสัยที่เราสามารถส่งเงินช่วยได้ เพื่อลดปัญหาทางจิตวิทยาในการลงทุน

 

การกู้ยืมเงินเอาไปช่วยที่บ้าน อยากให้มั่นใจว่าสินเชื่อตรงนี้เอาไปแล้วเคลียร์ได้หมดจด พ่อแม่ไม่ต้องมีภาระหนี้ หรือต้องเหลือผ่อนนิดหน่อยในระดับที่เอาเงินเดือนตัวเองไปช่วยได้ และทำให้เขาไม่กังวล เลือกได้ทั้งสองทาง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือบางครอบครัวทำและช่วยตรงนี้ไปจบแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน พอเดือดร้อน เคลียร์หนี้ให้หมดแล้ว ก็ต้องกลับมาอีก และมีเรื่องแบบนี้มาให้ปวดหัวกวนใจ

 

เคสนี้ถ้าเป็นไปได้ ควรคุยกับคุณพ่อคุณแม่เรื่องการใช้จ่ายด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรจะดูแลรายได้ของท่าน ถ้าเกิดว่าไม่มีหนี้แล้ว ลูกก็อาจจะส่งเงินให้ใช้จ่ายบางส่วน คุณพ่อคุณแม่ก็ใช้จ่ายให้เพียงพอสำหรับรายได้ตรงนั้น หรือหารายได้เพิ่มด้วยอีกทาง ซึ่งจริงๆ เคสแบบนี้จะไม่ใช่ปัญหาทางด้านการเงินเพียงอย่างเดียว

 

Lessons learned

เรื่องของมุมมองความคิดของคนที่มีปัญหาทางการเงิน อยากจะแก้ปัญหาทางการเงินด้วยการลงทุน บางคนไปไกลถึงการพนัน หาอะไรทำที่ใหญ่ขึ้นเพื่อมาคัฟเวอร์ทุกอย่าง ถ้าทำได้ก็สามารถล้างทุกอย่างได้จริง แต่มีโอกาสเหมือนกันที่เราลงทุนทำอะไรแล้วมันไม่ใช่และไม่ได้ในแบบที่คิดไว้ ถ้าคนที่มีปัญหาเรื่องหนี้แบบนี้ อยากให้กลับมาจัดการ หันกลับมามองเรื่องของหนี้ก่อน เคลียร์หนี้ให้อยู่ในสภาวะที่ไม่ต้องหมดก็ได้ แต่เหลือในปริมาณที่เราส่งไหว ไม่เดือดร้อน ในแต่ละเดือนเริ่มไม่รู้สึกว่าเป็นความกังวลที่ก่อเกิดกับชีวิตเรา

 


 

Q: สวัสดีค่ะโค้ช หนูเป็นคนลาวนะคะ ตอนนี้หนูเรียนอยู่ปีสาม คือหนูกำลังคิดว่าถ้าหากเรียนจบแล้วหนูอยากไปเรียนบริหารการเงินหรือบริหารธุรกิจที่ประเทศไทย เพราะว่าหนูได้มีโอกาสอ่านหนังสือ พ่อรวยสอนลูก และวิดีโอของโค้ชมาบ้างแล้ว หนูก็เลยคิดว่าหนูจะไม่เรียนต่อโท แต่จะมาเรียนรู้การสร้าง Passive Income แทนค่ะ เพราะหนูก็เรียนไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว ถ้ายังจะต่อโทอีกก็คงจะเสียเวลาเปล่า หนูก็เลยอยากรู้ว่ามันจะมีคอร์สแบบนี้หรือเปล่าคะ หนูก็ไม่รู้ว่าเริ่มต้นอย่างไร เพราะตอนนี้หนูคิดแต่ว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้วก็ใช้หนี้ให้ทั้งพ่อและแม่ เพราะท่านทั้งสองแยกทางกันตั้งแต่หนู 10 ขวบ แล้วตอนนี้แม่หนูก็อยู่ที่เรือนจำเพราะหนี้สิน คือที่ผ่านมาความฝันของท่านทั้งสองก็แค่อยากมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง ตอนนี้หนูก็เลยคิดว่าอยากมีรายได้มากพอที่จะสร้างบ้านทั้งสองหลัง แล้วส่งน้องๆ เรียน ท่านนับวันอายุก็ยิ่งมากขึ้นกลัวว่าจะไม่ทันให้ท่านทั้งสองสบาย หนูก็คิดแล้วคิดอีกว่าจะเอาไงต่อดี เพราะพ่ออยากให้เรียนต่อให้จบโทแล้วค่อยออกมาทำงานถ้าจะทำธุรกิจทำตอนไหนก็ไม่สาย แต่หนูไม่คิดอย่างนั้น เหตุผลก็อย่างที่บอกไปค่ะ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าถ้าจะตัดสินใจแบบนี้ถูกหรือเปล่า โค้ชพอจะแนะนำอะไรให้หนูหน่อยได้ไหมคะ (ถ้าหนูพิมพ์อะไรผิดพลาดก็ขออภัยนะคะ) ขอบคุณมากนะคะ 🙂

 

A: ต้องขอชมก่อนว่าสิ่งที่คิดและตั้งใจจะทำเป็นเรื่องที่ดี คนเรามีหลายมิติในชีวิตที่ต้องมอง เรื่องความตั้งใจไม่มีอะไรผิดเลย เป็นสิ่งที่ดีมากและควรเป็นแบบอย่างให้เด็กคนอื่นๆ ได้คิดและทำตาม แต่มิติหนึ่งที่เราต้องมองเสมอประกอบกันไป คือการรู้จักประมาณกำลังของเรา ไม่ได้บอกให้ฝันเล็กหรือฝันใหญ่ แต่คนเราฝันใหญ่แค่ไหนก็ต้องเดินทีละก้าว ต้องเดินไปตามกำลังที่มี และค่อยๆ พัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ ทำให้โอกาสในชีวิตของเราค่อยๆ มากขึ้น

 

Passive Income เป็นคำตอบได้ แต่อีกมุมหนึ่ง Active Income หรือรายได้จากการทำงานก็ช่วยได้เหมือนกัน เช่น การทำงานประจำ หรือรับจ้างเป็นฟรีแลนซ์ เป็นต้น เพราะถ้าเรามีทั้งสองอย่างก็คงจะดีและจะช่วยที่บ้านได้ เพราะฉะนั้นอย่าโฟกัสเลือกทางใดทางหนึ่ง

 

สำหรับเรื่องการเรียนต่อปริญญาโทไม่สามารถตัดสินใจให้ได้ เพราะการเรียนมีต้นทุน แต่ถ้าถามว่าเรียนหรือไม่เรียนดี อยากให้เอาเป้าหมายในชีวิตมาเป็นตัวตั้งและเราจะเริ่มมีความชัดเจนขึ้นว่า ควรจะเรียนหรือไม่ เช่น ถ้าเป้าหมายเราอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจหนึ่ง ในมุมนี้โดยส่วนตัวก็อาจจะไม่ต้องเรียนโทก็เป็นเจ้าของกิจการได้ การเรียนรู้เราไปลองไปดูจากเจ้าของกิจการจริงๆ เลยก็ได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าจะทำอะไร และก็เรียนลึกลงไปในตรงนั้น นี่คือโจทย์ ยกตัวอย่าง อยากจะเปิดร้านเบเกอรี นั่งตอบคำถามตัวเองเลย เบเกอรีที่จะขายเป็นแบบไหน เป็บแบบไทยหรือแบบฝรั่ง จะขายกาแฟหรืออย่างอื่นด้วยไหม อยากจะขายลูกค้ากลุ่มไหน หรือเราจะขายส่งไม่ต้องมีหน้าร้าน ให้คิดเรื่องต่างๆ ตรงนี้ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เอากระดาษมา หนึ่งแผ่น มาเขียนสิ่งต่างๆ เหล่านี้

 

คนที่เป็นเจ้าของกิจการเขาลงทุนเวลากับเรื่องตรงนี้มากกว่า ถ้าเราไม่เห็นภาพทั้งหมดหรือคิดเองด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ ลองไปนั่งร้านที่เราชอบกิน ไปนั่งคุยกับคนที่เขาทำกิจการนี้ ลองไปเก็บข้อมูลและใช้เวลากับสิ่งนี้

 

เราต้องแยกโจทย์ก่อนระหว่าง อยากทำธุรกิจส่วนตัว กับ มีความฝันอยากจะซื้อบ้านให้คนในครอบครัว บางทีอาจจะไม่ต้องทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเรียนจบและทำงานมีเงินเดือน มาประเมินว่าสามารถซื้อบ้านหลังละเท่าไรได้บ้าง ถ้าเราบอกว่าต้องรอให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จหมดเลย ธุรกิจไปได้สวย มีรายได้และกำไรจากธุรกิจมากพอถึงจะซื้อบ้านให้คนในครอบครัวได้ อาจจะไม่ใช่ก็ได้

 

หลายๆ ครั้งคนเราตั้งความฝันและเป้าหมาย จากนั้นเราก็คิดหาวิธีการ และเรายึดอยู่กับวิธีการที่เรามองและเชื่อว่าต้องมีธุรกิจ มี Passive Income ถ้ามีสองอย่างนี้จะซื้อบ้านในฝันให้คนในครอบครัวได้ ลองคิดใหม่เราไม่ต้องติดกับทางนั้นก็ได้ เมื่อเราเรียนจบก็ตั้งใจทำงานหาเงินกู้ซื้อบ้าน หรือเราอาจจะหารายได้เสริมตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้เหมือนกัน

 


ฟังพอดแคสต์ The Money Case by The Money Coach โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Spotify, Podbean, SoundCloud, YouTube หรือแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) 


 

Credits

 

The Host จักรพงษ์ เมษพันธุ์


Show Creator จักรพงษ์ เมษพันธุ์

Show Producer & Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Shownote อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

  • LOADING...

READ MORE

MOST POPULAR