ในวันที่โลกก้าวข้ามยุคโลกาภิวัฒน์ ที่เคยเน้นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพ และต้นทุนต่ำ เข้าสู่ยุค Deglobalization และระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ความท้าทายที่ SME ไทยเผชิญไม่ใช่เพียงเรื่องของกำไรขาดทุน แต่คือการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางความขัดแย้ง ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีใครคาดเดาตอนจบได้
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคความไม่แน่นอนขั้นสูงสุด
ปัจจุบันนี้ เรากำลังอยู่ในสภาวะที่เปรียบเสมือนการขับรถท่ามกลางฝนตกหนัก ทัศนวิสัยพร่าเลือนจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ทำให้ทุกภาคส่วนมีความระมัดระวังตัว ในเชิงกลยุทธ์สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การเร่งเครื่องเพื่อให้ถึงที่หมายเร็วที่สุด แต่คือการ ชะลอตัวเพื่อสังเกตทิศทางและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะโผล่ออกมาจากม่านฝน
ความไม่แน่นอนครั้งนี้ ตัวแปรสำคัญที่สุดคือการกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนำมาซึ่งนโยบายที่เปลี่ยนไปตามอารมณ์และไม่ยึดติดกับ กติกาเดิม (Unpredictable Policy) ไม่ว่าจะเป็นท่าทีต่อเรื่อง “กรีนแลนด์” หรือข่าวสาร ที่รุนแรงอย่าง “การจับกุมประธานาธิบดีและภรรยา” ในบางประเทศ สหรัฐฯ ถือเป็นพี่ใหญ่ มีอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร สิ่งสำคัญ คือทุกวันนี้เมื่อสหรัฐฯ ขยับหลายประเทศต้องตอบโต้ กติกาโลกที่เคยคุ้นเคย จึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ บางทวีปอย่างยุโรปเริ่มเตรียม พร้อมรับมือกับสภาวะสงคราม นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ SME ไทยต้องตระหนักว่าเรา กำลังทำธุรกิจในโลกที่ “ความแน่นอนคือสิ่งเดียวที่ไม่มีอยู่จริง”
แรงกระแทกจากวิกฤตและโอกาส ‘ส้มหล่น’ ของ SME ไทย
แรงกระแทกครั้งนี้ SME ต้องตีโจทย์ให้แตก ทั้งในแง่ของวิกฤตและโอกาสแรงกระแทกด้านลบคือ เมื่อสหรัฐฯ ขู่เก็บภาษีใหม่ ยุโรปก็พร้อมจะตอบโต้ด้วย เทรดบาซูก้า เพื่อลดทอนการค้าการลงทุน ผลที่ตามมาคือสินค้าที่มหาอำนาจ ไม่ค้าขายกันเอง จะเกิดภาวะล้นตลาดและทะลักเข้ามายังภูมิภาคของเรา SME ต้องเตรียมรับมือกับสินค้าตัดราคาที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดท้องถิ่น
เมื่อเกิดการชะลอการซื้อขายระหว่างขั้วอำนาจ ลูกค้าทั่วโลกจะมองหา “ทางเลือกที่สาม” กลายเป็น “โอกาสส้มหล่น” สำหรับประเทศอื่นๆ อีกทั้งข้อมูล เชิงวิชาการก็ระบุชัดว่า บริษัทข้ามชาติมักไม่ย้ายฐานไปที่ไหนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่จะเลือกมายังประเทศที่มีความคุ้นเคยและมี Supply Chain เดิมฝังตัวอยู่แล้ว ซึ่งประเทศไทยคือจุดยุทธศาสตร์นั้น กลายเป็นโอกาสที่คำสั่งซื้อจะโยกย้ายจากจีน หรือยุโรปมาสู่ไทยมีสูงมาก แต่ต้องระวังว่าส้มที่หล่นนี้อาจมาเพียงชั่วคราว คล้ายกับช่วงวิกฤตโควิด-19 เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรมองอนาคตอย่างสิ้นหวัง อาจมีทั้งด้านดีและด้านที่ท้าทาย สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องหาโอกาสใหม่ๆ และถ้าเราเห็นโอกาสแล้วก็ให้รีบคว้าเอาไว้ทันที
การสร้างภูมิคุ้มกัน ความยืดหยุ่นคือหัวใจ
การสร้างภูมิคุ้มกันในยุค New World Order ไม่ใช่การสะสมสินทรัพย์ให้ใหญ่โต แต่คือการปรับตัวให้เบาและเร็วที่สุด ซึ่งเราสามารถทำได้ดังนี้
- การปรับโครงสร้างต้นทุน หลีกเลี่ยงการลงทุนหนัก
ในยุคที่สถานการณ์โลกยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ SME ควรหลีกเลี่ยงการลงทุน หนักในเครื่องจักรหรือการจ้างงานประจำจำนวนมาก แต่ควรเพิ่มความยืดหยุ่น ในการผลิต หันไปใช้ระบบ Outsourcing หรือจ้าง “มือปืนรับจ้าง” เพื่อเปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้กลายเป็นต้นทุนผันแปรเพิ่มความคล่องตัว
- การเพิ่มทางเลือก
การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวคือความเสี่ยงสูงสุด หาก “ส้มหล่น” ลงมาแต่พันธมิตรรายเดียวของเราไม่พร้อม โอกาสนั้นจะหลุดมือไปทันที ผู้ประกอบการต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบและบริการสำรองไว้เสมอ
3.ขยายผลิตภัณฑ์
ผู้ประกอบการอาจไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงอุตสาหกรรมตัวเอง แต่ขยายไปยัง อุตสาหกรรมอื่นหรือธุรกิจอื่นบ้าง หลักสำคัญคือการนำเครื่องจักรหรือทักษะ ที่มีอยู่แล้ว มาดัดแปลงและผลิตสินค้าประเภทอื่นที่ตลาดต้องการ โดยไม่จำเป็น ต้องสร้างโรงงานใหม่ แต่เป็นการใช้ Asset เดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับโอกาสใหม่ๆ ที่อาจผ่านเข้ามา
การบริหารสายป่านและพอร์ตธุรกิจในสภาวะสงครามการค้า
“สายป่านทางการเงิน” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ SME ต้องรักษาให้มั่นคง แน่นอนว่าความมั่นคงนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการเพียงคนเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ นโยบายของภาครัฐและสถานการณ์โลกในปัจจุบัน เราไม่อาจควบคุมบาง สถานการณ์ได้ ตลอดจนไม่สามารถรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ SME ต้องสู้ พร้อมกับมองหาจุดแข็งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบ
รู้จักคู่แข่ง:ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามต้องเผชิญความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ หรือหมู่เกาะสแปรตลีย์ ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีเสถียรภาพมากกว่า ความสงบนี้คือสินค้าส่งออกอย่างหนึ่งที่เราต้องใช้เป็นจุดขายต่อ ลูกค้าต่างชาติ ที่กังวลเรื่องสงคราม
วิเคราะห์สินค้า: เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป SME ควรตรวจสอบพอร์ตธุรกิจว่า สินค้าของเราเป็นกลุ่มฟุ่มเฟือยหรือจำเป็น ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเสี่ยงสงคราม ลูกค้าจะรัดเข็มขัดมากขึ้น เราก็ควรปรับสินค้าในพอร์ตของเราให้ตรงกับความต้องการ อย่างเช่น บริษัทเคยขายสินค้าออแกร์นิก แต่ทุกวันนี้กลุ่มลูกค้ามีแนวโน้มใช้จ่ายน้อยลง ก็อาจผลิตสินค้าให้น้อยลง ไปเพิ่มในกลุ่มที่น่าจะเป็นความต้องการ ของตลาดมากขึ้น
ประเมินความต้องการความมั่นคง: สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า สินค้าของเราตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงทางอาหารและยาแล้วหรือยัง นี่คือกลุ่ม Defensive Sector ที่ทนทานต่อทุกวิกฤตและคือโอกาสของ SME ไทย
การยกระดับประสิทธิภาพด้วย AI และกรณีศึกษาการเอาตัวรอดในยามวิกฤต
ในโลกที่ข้อมูลท่วมท้น การเข้าถึงข้อมูลไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกรองข้อมูล และการนำมาใช้ประโยชน์คือจุดตัดของชัยชนะ สิ่งหนึ่งที่ทุกวันนี้มีประโยชน์มาก คือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ ซึ่งวิธีการที่ AI จะมาช่วยให้งาน มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนั้น เราต้องอย่ามอง AI เป็นเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ซื้อ มาเสียบปลั๊กแล้วจบ แต่ให้มองว่าเป็นเพื่อนคู่คิด ที่ต้องฝึกฝนร่วมกัน AI จะช่วยให้ผู้ประกอบการสังเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำขึ้น แม้ทุกวันนี้อาจมีประเด็น เรื่องความกังวลของการถูก Disrupt หรือการถูกแย่งงานจาก AI แต่ในความ เป็นจริงหากเรารู้วิธีใช้ AI อย่างถูกวิธี จะมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ได้อย่างมหาศาล
ยิ่งในช่วงที่ออเดอร์ชะงักเนื่องจากลูกระเบิดทางการค้าตกใส่ธุรกิจ ให้ใช้เวลาว่าง นั้นมาเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ กล้าที่จะลองผิดลองถูก ปรับใช้ AI ให้ถูกจริตกับ ตนเองเพราะการใช้ AI นั้นไม่มีสูตรตายตัว ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ให้เวลากับความผิดพลาด และเราถึงจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ซึ่งประเทศไทยทุกวันนี้ เลยจุดที่จะผลิตสินค้าประเภท Mass Product แล้ว การที่จะยกระดับผลิตภัณฑ์นั้น เราต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาด เมื่อเราล้มเร็วก็ลุกได้เร็วกว่า
สถานการณ์ปัจจุบันอาจคล้ายกับช่วงโควิด-19 แต่ความรุนแรงแตกต่างกัน หากเรามองย้อนกลับไปตอนช่วง Lockdown ท่ามกลางวิกฤตเราก็มีความต้องการ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา ดังเช่นตัวอย่างของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในช่วงโควิด-19 อย่างการผลิต ชุด PPE พวกเขาไม่ได้เริ่มทำเมื่อเกิดวิกฤต แต่มีการทดลองขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ (S-Curve) ควบคู่ไปกับธุรกิจเดิม (Cash Cow) มาก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อจังหวะมาถึงจึงคว้าโอกาสได้ทันที
อีกตัวอย่างคือ ในประเด็นอาหารแห่งอนาคตที่ทุกวันนี้ผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับ Processed food มากขึ้น ทำให้อาหารแห่งอนาคตถูกตั้งคำถาม ผู้ประกอบการมีการรับมืออย่างไร คำตอบคือเขายังคงทำธุรกิจเดิมต่อไป พร้อมกับเริ่มทำธุรกิจใหม่ที่เหมาะกับเทรนด์ปัจจุบันมากขึ้น หากผลลัพธ์ดีก็ค่อยๆ เพิ่มการลงทุนในธุรกิจใหม่นี้ หากชะลอก็ลดลงและให้ ธุรกิจเดิมเลี้ยงบริษัทต่อไป นี่คือสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตได้ดี
หรือในกรณีของประเทศสิงคโปร์ในช่วงโควิด-19 รัฐบาลนั้นช่วยผู้ประกอบการประคองธุรกิจ ห้ามปลดคน ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะลองคิดดูว่าหากธุรกิจล้มไปแล้วค่อยช่วยของที่ดีๆ ของธุรกิจนั้นก็หายไปหมด แต่ถ้ารัฐช่วยประคองตั้งแต่ต้นจะทำให้ผู้ประกอบหรือลูกจ้างเกิดความคิด พยายามหาทางรอดด้วยการทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ นวัตกรรมขึ้นมา
บทสรุป Mindset ของผู้ชนะในเกมซัพพลายเชนโลก
การทำธุรกิจในยุค New World Order ไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร แต่คือการวิ่ง มาราธอน ที่ต้องรู้จักผ่อนแรงและเร่งสปีดให้ถูกจังหวะ ความสำเร็จจะตกเป็น ของคนที่เตรียมตัวมาดีที่สุด Mindset ที่ผู้ประกอบการควรมีคือ
1.นำแนวคิด Lean Production หรือ Toyota Production System มาประยุกต์ใช้ คือการ “ขันน็อตทุกตัวให้แน่น” เพื่อกำจัดไขมันและเพิ่ม ประสิทธิภาพในทุกจุด แม้อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลง เล็กๆ แต่ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะใหญ่และเกิดประโยชน์ในยามวิกฤต
2.เปิดใจกล้าลองสิ่งใหม่ๆ นำเทคโนโลยี มาใช้ร่วมกับคนงานของเรา พัฒนาให้คนที่มีฝีมือกลางๆ กลายเป็นคนเก่งขึ้นมา ซึ่งเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ถ้าไม่เริ่ม เราก็ไม่ได้เรียนสักที ต้องเริ่มทันทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต
3.ต้องไม่ลอกการบ้าน การเห็นคนอื่นทำแล้วสำเร็จไม่ได้หมายความว่า เราจะทำได้เหมือนกัน หากทุกคนทำสินค้าเดียวกันหมดจะนำไปสู่การล้นตลาด และการตัดราคา SME ต้องดัดแปลงและต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของตนเองเท่านั้น
4.เลิก “เก่งเดี่ยว” ทุกวันนี้เรามีสมาคมทางธุรกิจมากมาย การรวมกลุ่มคนในแวดวง เดียวกันจะเป็นประโยชน์สองต่อให้ผู้ประกอบการทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างอำนาจต่อรองเพื่อส่งเสียงไปยังภาครัฐ ให้ภาครัฐเข้าใจผู้ประกอบการ จะได้ช่วยให้ถูกทาง
สุดท้ายแล้ว Mindset คือสิ่งสำคัญอย่ามองว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จะไม่เห็นผล แต่ทุกส่วนของห่วงโซ่อุปทานนั้นมีความสำคัญ ความเป็นผู้ชนะไม่ได้ วัดกันที่ขนาดธุรกิจ แต่วัดกันที่ความ “เก่ง กล้า และเปิดใจ” พร้อมที่จะลุกขึ้นมา ขันน็อตทุกตัวให้แน่นเพื่อรอรับ “ส้มหล่น” ลูกถัดไปที่จะตกลงมาท่ามกลาง พายุวิกฤตโลก
Credits
The Host ศิรัถยา อิศรภักดี
Show Producer พิชญ์สินี ยงประพัฒน์
Creative ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Creative ศนิชา ละครพล
Sound Editor มุกริน ลิ่มประธานกุล
Sound Editor เอกธันวา สารศรี
Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ
Sound Recording Engineer ธภัทร ตั้งวงษ์ไชย
Graphic Designer ธิดามาศ เขียวเหลือ
Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admin นิพพิชฌน์ ชุลีนวน
Proofreader Team
THE STANDARD Webmaster Team
THE STANDARD Archive Team







