วันนี้ (20 กรกฎาคม) นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แถลงข่าวการยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงที่เข้มแข็งและรวดเร็วที่สุดสำหรับประชาชน โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเปราะบางที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ
ประเด็นสำคัญ
การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์จากสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2556 ที่ได้ริเริ่มศูนย์ One Stop Crisis Center (OSCC) เพื่อบูรณาการ 5 หน่วยงานหลักเข้าด้วยกัน การพลิกโฉมระบบดังกล่าวตั้งแต่นั้นมาได้ยกฐานะปัญหาสังคม อาทิ ความรุนแรงและการค้ามนุษย์ ให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง
กระทรวง พม. ในยุคปัจจุบันจึงเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าวด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบการทำงานที่ไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม เป้าหมายสำคัญคือการทำให้มั่นใจว่าสวัสดิการสังคมจะเข้าถึงประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่มีใครถูกทอดทิ้ง ผ่าน 4 มิติ
ต่อยอดสู่ยุคดิจิทัล
มิติแรกคือการยกระดับ ‘สายด่วน 1300’ ให้เป็นด่านหน้ารับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนทั่วประเทศ เพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่อีก 27 อัตรา เพื่อรองรับการเปิดคู่สายให้เต็ม 30 คู่สายในช่วงเวลาที่มีการใช้บริการหนาแน่น
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบฝากข้อความอัจฉริยะเพื่อให้ประชาชนเลือกได้ว่าจะถือสายรอหรือให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับในภายหลัง ในอนาคตอันใกล้ ระบบจะทำการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนของผู้แจ้งเหตุได้ทันที เพิ่มความแม่นยำในการระบุตัวตนและลดขั้นตอนการทำงาน รวมถึงขยายช่องทางรับแจ้งเหตุผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อช่วยส่งต่อเคสไปยังหน่วยงานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
มิติที่สองคือการนำเทคโนโลยี AI และระบบ Social Monitoring เช่น Facebook, X, TikTok และ Pantip มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานในเชิงรุกให้มีความแม่นยำ AI จะทำหน้าที่ช่วยเจ้าหน้าที่ในการสืบค้นข้อมูลข่าวสารและระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อน
ขณะที่ Social Monitoring จะคอยตรวจจับประเด็นทางสังคมบนโลกออนไลน์ หากระบบพบกรณีวิกฤตระดับสีแดงเข้ม จะมีการแจ้งเตือนด่วนเข้าสู่แอปพลิเคชันของทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที กระบวนการนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการรับมือเหตุฉุกเฉินให้เหลือเพียง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ทีมเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย
เตรียมพร้อม 24 ชม.
มิติที่สามคือการปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่ในระดับพื้นที่ภายใต้ชื่อ ‘ศรส.สร้างสุข’ โดย ศรส. จังหวัดจะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานในสังกัด พม. เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Response Unit: RRU) ที่พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง บูรณาการร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ ค้นหากลุ่มเปราะบางที่อาจถูกซ่อนอยู่ในชุมชนต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง
มิติที่สี่คือกลไกการจัดการรายกรณี กระทรวงได้กำหนดกรอบเวลาการลงพื้นที่สำหรับแต่ละกรณี โดยวิกฤตฉุกเฉินระดับสีแดงเข้มและสีแดงต้องได้รับความช่วยเหลือทันทีหรือภายใน 24 ชั่วโมง กรณีเร่งด่วนระดับสีเหลืองต้องดำเนินการภายใน 48 ชั่วโมง และกรณีทั่วไปสีเขียวภายใน 72 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามสถานะการช่วยเหลือได้ด้วยตนเองผ่านระบบ E-Tracking เพียงกรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลักหรือหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งเรื่อง ระบบนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจว่าทุกเคสจะได้รับความคืบหน้าที่ตรวจสอบได้จริง ทำให้กระบวนการดูแลประชาชนมีความเป็นมืออาชีพและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


