วันนี้ (12 ตุลาคม) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยมี พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า คาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นช่วงท้าย ๆ ของการบริหารจัดการสถานการณ์ เนื่องจากฝนที่เผชิญอยู่เป็นฝนระลอกท้ายของฤดูกาลเช่นกัน โดยปริมาณฝนที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างหนักไม่ได้มากเกินกว่าที่จะบริหารจัดการได้ และสถานการณ์ก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย แม้แต่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง เช่น กรุงเทพมหานคร ทุกฝ่ายก็ร่วมแรงร่วมใจกันคลี่คลายสถานการณ์จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
นายกรัฐมนตรียังกล่าวชื่นชมการเร่งสำรวจรายชื่อผู้ได้รับความเสียหายที่เข้าเกณฑ์รับเงินเยียวยา โดยจนถึงปัจจุบันได้โอนเงินไปแล้วทั้งสิ้น 5 รอบ รวม 135,782 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,069.89 ล้านบาท ถือว่าดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพราะในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ มักรอให้สถานการณ์สิ้นสุดก่อนจึงรวบรวมรายชื่อและโอนเงินพร้อมกัน ทำให้เกิดความล่าช้าและได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนเป็นจำนวนมาก
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เมื่อวานนี้ต้องชื่นชมจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีฝนตกและน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองและชุมชนขนาดใหญ่ ตอนแรกคิดว่าจะต้องเร่งระดมความช่วยเหลือลงไป และหากสถานการณ์รุนแรงจนพื้นที่ไม่สามารถรับมือได้ด้วยตนเอง ก็จะลงไปติดตามสถานการณ์ แต่ปรากฏว่าได้รับรายงานว่าระดับน้ำลดลงแล้วภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จึงสามารถใช้เป็นรูปแบบการทำงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในแต่ละจังหวัดได้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่างที่ได้หารือกันก่อนหน้านี้ ฝนและธรรมชาติเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่การบริหารจัดการเส้นทางน้ำ ท่อระบายน้ำ การผันน้ำไปยังแหล่งรับน้ำ และการระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็ว สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้
“อย่างไรน้ำก็ท่วม แต่ก็จะท่วมแป๊บเดียวและผ่านไป ตรงนี้ผมก็ถือว่าจังหวัดเพชรบุรีดำเนินการได้ดี เพราะตอนที่รายงานเข้ามา ระดับน้ำก็ค่อนข้างสูงมากแล้ว แต่ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งแต่ภาคใต้ตอนบนไปจนถึงจังหวัดนราธิวาสเตรียมรับมือในลักษณะเดียวกัน โดยการระดมความช่วยเหลือต้องมีความพร้อม ซึ่งได้รับรายงานว่ามีการวางแผนอพยพกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมถึงระดมเครื่องมือและเครื่องจักรเข้าไปอย่างเต็มที่ แต่โชคดีที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้อย่างเต็มกำลัง เนื่องจากการระบายน้ำมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว จึงขอให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อมในรูปแบบดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการแจ้งเตือนภัย โดยขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปรับปรุงทั้งโปรแกรมและรูปแบบการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่มีสถานการณ์ให้แจ้งเตือนถี่ขึ้นได้ เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์และมีเวลาเตรียมตัวอย่างเพียงพอ
สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ขอให้ปรับเข้าสู่โหมดฟื้นฟูและเยียวยาโดยเร่งด่วน ทั้งการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค การบูรณาการทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน และการเร่งฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมให้สามารถสัญจรได้ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ขอให้เร่งรัดกระบวนการสำรวจและประเมินความเสียหาย ลดขั้นตอนด้านเอกสาร เพื่อให้การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์ส่งถึงมือประชาชนอย่างถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็ว พร้อมสั่งการให้ ปภ. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และธนาคารออมสิน เริ่มดำเนินการร่วมกัน เนื่องจากขณะนี้การจ่ายเงินช่วยเหลืออยู่ภายใต้ระบบประกันภัย โดยภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จะได้รับเงินเยียวยาจากกรมธรรม์ประกันภัย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นกรณีแรก ๆ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์และติดตามการดำเนินงาน เพื่อให้การจ่ายเงินเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าจำนวนเงินที่รัฐบาลเคยให้
ส่วนจังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมขังและไม่สามารถระบายน้ำออกได้ รัฐบาลได้กำหนดให้บุคลากรระดับบริหารระดับสูงลงไปกำกับดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมกำลังเพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม โดยสัปดาห์นี้อาจมีปัญหาการจราจร เนื่องจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งขณะนี้มีผู้นำหลายประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว
ทั้งนี้ รัฐบาลประกาศให้วันที่ 16 เป็นวันหยุดราชการ เนื่องจากมีพิธีเปิดการประชุมครั้งใหญ่ และตลอดสัปดาห์จะมีการประชุมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่วันพรุ่งนี้เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการอีกหนึ่งวัน จึงขอให้หน่วยงานราชการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดปัญหาการจราจรในช่วงการประชุม
เมื่อประเมินว่าสถานการณ์น้ำอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้แล้ว นายกรัฐมนตรีจึงขออนุญาตพักการประชุม บกปภ.ช. ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป และใช้วิธีเฝ้าติดตามสถานการณ์แทน โดยให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมสแตนด์บาย หากจำเป็นต้องกลับมาประเมินสถานการณ์อีกครั้งจะแจ้งนัดหมายต่อไป
สำหรับการทำงานหลังจากนี้ จะมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ภาคใต้ หากนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ภาคใต้ อาจจัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้าและปรับรูปแบบการประชุมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายที่ทุ่มเท เสียสละ และเอาใจใส่การทำงาน จนทำให้หลายพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว ยกเว้นบางพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งจะเร่งให้ความช่วยเหลือต่อไป
“ผมเองก็ถามผู้รู้ว่าปริมาณฝนขนาดนี้จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความเสียหาย ทุกท่านก็บอกว่ายากมาก แต่สิ่งที่เราควรทำคือการเพิ่มช่องทางการระบายน้ำ และบริหารจัดการน้ำให้ได้”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการเรื่องการพักน้ำและแหล่งเก็บน้ำ รวมถึงการผลักดันโครงการระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ซึ่งค้างมาหลายปี โดยรัฐบาลได้ดำเนินการให้ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ และเตรียมเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป จึงขอให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ทั้งนี้ รัฐบาลมีทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงมาตรการดำเนินการต่าง ๆ โดยยืนยันว่ารัฐบาลรับทราบปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี และจะปรับการจัดสรรงบประมาณจากส่วนที่เคยใช้ช่วยเหลือประชาชนเมื่อประสบภัย มาเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ได้ทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้น แต่เป็นการปรับรูปแบบการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเท่านั้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า โครงการดังกล่าวจะเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากได้พบเห็นปัญหาเหล่านี้มาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มที่ จึงนำปัญหาที่เคยพบและยังไม่สามารถแก้ไขได้มาเร่งดำเนินการ


