วันนี้ (15 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งได้ย้ายสถานที่ประชุมจากทำเนียบรัฐบาล มาที่ห้องประชุม CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา
การประชุมครั้งนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการด้านพลังงาน เพื่อร่วมติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ในช่วงต้นของการประชุมได้ให้แต่ละหน่วยงานรายงานสถานการณ์ปริมาณพลังงานเชื้อเพลิงของประเทศ รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการพลังงานในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เพื่อให้สามารถดูแลเสถียรภาพด้านพลังงาน และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะที่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พูดถึงประเด็นการซื้อน้ำมันของภาคอุตสาหกรรมผ่านจ็อบเบอร์ (ขายส่ง) สามารถซื้อได้เลย เรื่องราคาให้ไปพูดคุยกันเอง เชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมรับได้ ส่วนการเติมหน้าปั๊ม น้ำมันแพงพยายามประหยัด ปัญหาใหญ่คือเรื่องราคาขายส่ง โดยเฉพาะรถสาธารณะ แพงมากหากต้องซื้อผ่านจ็อบเบอร์ ทำให้ผู้ประกอบการเอาไปรถเติมที่ปั๊มเพราะราคาหน้าปั๊มถูกกว่าถึง 11 บาท
การที่รถบริษัทใหญ่มีรถหลายร้อยคัน แล้วไปซื้อจากจ็อบเบอร์ แต่รัฐบาลกำหนดราคาหน้าปั๊มถูกกว่าจ็อบเบอร์ ทำให้ผู้ประกอบการเอารถไปเติมหน้าปั๊มสร้างความต้องการซื้อ และแย่งน้ำมันจากรายย่อย จึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหา
ส่วนเรือที่เดินภายในประเทศ โดยเฉพาะเรือที่ขนน้ำมันไปภาคใต้ทั้งหมด ต้องซื้อน้ำมันที่ราคาแพงกว่าหน้าปั๊มถึง 11 บาทเช่นกัน เกรงว่าอาจทำให้ค่าครองชีพ และราคาสินค้าในภาคใต้ทั้งหมดแพงมากขึ้น อาจจะเกิดเป็นผลกระทบไปทั่วประเทศ
เอกนิติ ได้สรุปข้อหารือว่า ผู้ค้าน้ำมันทุกแห่ง ยืนยันยังมีน้ำมันดิบที่สำรองพลังงาน 90 วันแน่นอน น้ำมันดิบนำมากลั่นออกมาเป็นหน้าปั๊มยังเหลืออยู่ วันนี้ต้องบริหารจัดการ การขนส่ง ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันเพียงพอ เหลืออีกเยอะ ฉะนั้นต้องสื่อสารกับประชาชนว่าน้ำมันเพียงพอในหน้าปั๊ม
นอกจากนี้ ทางประธานหอการค้า ได้บอกแล้วว่า มีเรื่องที่ต้องบริหารจัดการอีก ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งปกติได้บริหาาจัดการให้ไปภาคขนส่งซื้อจากจ็อบเบอร์ แต่วันนี้ภาคอุตสาหกรรมไปเติมหน้าปั๊มด้วย ยิ่งทำให้ความต้องการเพิ่ทมากขึ้น และประชาชนรู้สึกว่าน้ำมันจะหมด เป็นเรื่องการบริหารจัดการ
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำวันนี้คือการสื่อสารกับประชาชน เพราะผู้ค้ายืนยันว่าน้ำมันเพียงพอแน่นอน และฝากไปยังกระทรวงพลังงานการบริหาาด้านการขนส่ง (Logistic) ให้มีแดชบอร์ดบอกว่าน้ำมันตรงไหนที่กำลังใกล้จะขาด เพื่อต้องบริหารจัดการนำไปเติม ถือเป็นการบริหารจัดการเรื่องการสื่อสาร อีกเรื่องคือภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องมีการบริหารจัดการให้ภาคอุตสาหกรรมไม่มาแย่งน้ำกับภาคประชาชน







