×

พิพัฒน์ เล็งคุยนายกฯ ขอไม่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน หวั่นถูกครหาโยงธุรกิจครอบครัว ระบุ “ปล่อยผมไปเถอะ”

โดย THE STANDARD TEAM
01.04.2026
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการไม่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน

วันนี้ (1 เมษายน) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ ถึงกรณีเกิดกระแสแบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว (ปั๊ม PT) ว่า เรื่องนี้จะโทษความคิดหรือความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ แต่ส่วนตัวมองว่าควรแยกส่วน โดยพิจารณาจากพฤติกรรม เนื่องจากตนลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยมีส่วนร่วมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี จะเข้าไปเพียงปีละครั้งในวันครบรอบบริษัท ช่วงเดือนมีนาคม

 

พิพัฒน์ย้ำว่า การตัดสินใจของบริษัท PT มีคณะกรรมการและผู้บริหารเป็นผู้ดำเนินการ และที่สำคัญ PT เป็นบริษัทมหาชน ดังนั้นการจะเข้าไปก้าวก่ายหรือครอบงำไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีคณะกรรมการบริษัทอยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับฟังตนที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่การจะแทรกแซงหรือประกาศขึ้นราคาน้ำมันนั้น ขอให้รอพิสูจน์จากผลประกอบการในไตรมาส 1 ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจะดีกว่า

 

พิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้การชี้แจงใด ๆ อาจไม่มีประโยชน์ แต่ขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เคยนำความลับราชการไปเปิดเผยให้คณะกรรมการบริษัทหรือบุคคลในครอบครัว ว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นในอัตราเท่าใด ดังนั้นข้อเท็จจริงจะปรากฏในภายหลัง ขอให้รอวันนั้น

 

เมื่อถามว่าจะทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการพลังงาน (ศบก.) ในรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ พิพัฒน์ กล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรีมอบหมายก็จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีความรู้ด้านพลังงานอยู่บ้าง ส่วนด้านเทคโนโลยีและการกลั่นมีความรู้เพียงในส่วนการซื้อมาขายไปเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ด้านโรงกลั่นโดยตรง และหากมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้ามาทำหน้าที่ ตนก็พร้อมถอยไปเป็นผู้สนับสนุน

 

เมื่อถามว่ายังจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน โดยมีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการหรือไม่ พิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากนายกรัฐมนตรียังไม่ได้แบ่งงาน แต่ยอมรับว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีบุคลากรมืออาชีพจำนวนมาก ซึ่งทุกคนมีความสามารถ

 

พิพัฒน์ยังกล่าวว่า จะเข้าไปหารือนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่า เมื่อสังคมมีความกังวล ไม่ต้องการให้ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ตนอาจขอถอย โดยกล่าวว่า “หยุดเถอะ” หากสังคมไม่ยอมรับ ก็อาจไปทำหน้าที่สนับสนุนกระทรวงอื่นแทน เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น และนายกรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งที่ปรึกษาเฉพาะด้านเข้ามาช่วยงานได้

 

ส่วนกรณีการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น พิพัฒน์ ระบุว่า เคยเสนอเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาแล้ว 2 ครั้ง ว่า หากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เมื่อเกิดภาวะขาดทุนจะมีมาตรการชดเชยให้โรงกลั่นอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

 

ช่วงท้าย พิพัฒน์ย้ำว่า ไม่ได้ต้องการเป็นผู้อำนวยการ ศบก. แต่ท้ายที่สุดต้องหารือกับนายกรัฐมนตรี หากมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม ก็ “ปล่อยผมไปเถอะ”


READ MORE






Latest Stories