×
332039

‘เป๊ป 2.0’ เมื่ออัจฉริยะลูกหนังคิดจะลุกขึ้นสู้?

17.02.2020
  • LOADING...

หนึ่งในประเด็นที่ผมได้เปิดบทสนทนาสั้นๆ กับ ‘เคน นครินทร์’ (ผู้ที่ได้ลิ้มรสไข่เจียวปูเจ๊ไฝในที่สุด!) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาคือเรื่องของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า

 

คำถามคือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเตรียมตัวอย่างไรสำหรับฤดูกาลหน้า? และเป๊ป กวาร์ดิโอลา จะสามารถสร้างทีมชุดใหม่ของเขาได้ไหม เพราะนี่คือสิ่งที่ยอดกุนซือผู้ได้รับการยกย่องว่าเก่งที่สุดในโลกไม่เคยทำมาก่อน หรือจะพูดให้ตรงกว่านั้นคือเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อนตลอดชีวิตการทำงาน

 

ไม่เคยสักครั้งที่เป๊ปจะถูกท้าทายจากคู่แข่งที่มีฝีมือในระดับเดียวกัน ถูกแซงหน้า และทิ้งไว้กลางทางแบบนี้

 

ผมเชื่อว่าถ้าเป๊ปกล้าพอที่จะไม่ทิ้งทีมเพื่อไปค้นหาความสำเร็จที่สโมสรอื่นอย่างที่ใครเขาว่ากัน มันจะทำให้เขาเติบโตขึ้นอีกขั้น

 

มีโอกาสจะเป็นการ Coming of age ของกุนซืออัจฉริยะลูกหนังที่ผมยังชื่นชมเขาเสมอในฐานะ ‘สตีฟ จ็อบส์ ของวงการฟุตบอล’

 

แต่ยังไม่ทันไร ดูเหมือนสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปภายในระยะเวลาชั่วข้ามคืน

 

บทลงโทษจากยูฟ่ากับการตัดสิทธิ์ห้ามเข้าร่วมแข่งขันในรายการสโมสรยุโรป​ (ซึ่งสำหรับสโมสรอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อนุมานได้ทันทีว่าคือแชมเปียนส์ลีก) รุนแรงไม่ต่างอะไรจาก ‘โทษประหาร’ 

 

เพราะผลกระทบของมันนั้นไม่ใช่แค่ 2 ปีที่ว่างเปล่า แต่หมายถึงทุกองค์ประกอบของสโมสร

 

การไม่ได้เล่นในรายการระดับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป หมายถึงการที่ซิตี้ จะขาดรายได้จำนวนมหาศาลราว 100 ล้านปอนด์ต่อฤดูกาลไปทันที

 

 

หากมองถึงตัวเลขผลประกอบการที่มีการเปิดเผยล่าสุด ที่พวกเขาเพิ่งจะมีกำไรเป็นครั้งแรก 10 ล้านปอนด์ การขาดเงินจากแชมเปียนส์ลีก 100 ล้านปอนด์ไปจากที่ได้กำไร พวกเขาจะติดลบ 90 ล้านปอนด์ทันที

 

และเมื่อคิดถึงการที่สโมสรจำเป็นจะต้องบริหารตัวเลขในบัญชีให้อยู่ภายในเกณฑ์ของกฎ Financial Fair Play นั่นหมายถึงการที่สโมสรจะบริหารรายจ่าย ซึ่งส่วนใหญ่คือเงินค่าเหนื่อยมหาศาลให้อยู่ในกรอบนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

 

ไม่นับเรื่องของการขาดแรงดึงดูด ทั้งที่จะทำให้ผู้เล่นอยากย้ายมาเล่นในเอติฮัด สเตเดียม และเพื่อรั้งผู้เล่นระดับสตาร์ที่มีอยู่เอาไว้

 

ผลกระทบจึงอาจนำไปถึงขั้นที่ไม่มีใครคาดคิด เช่น การปล่อยตัวผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ออกจากทีม โดยที่ 2 สตาร์ที่ถูกมองว่ามีโอกาสจะเป็นฝ่ายไปมากที่สุดคือ เควิน เดอ บรอยน์ และราฮีม สเตอร์ลิง

 

ทำไมถึงต้องเป็น 2 คนนี้?

 

ในรายของเดอ บรอยน์ ปัจจุบันอายุ 28 ปี ใกล้จะครบ 29 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่นักฟุตบอลกำลังจะท็อปพีกที่สุด (จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นฟอร์มการเล่นระดับสุดยอดของเขาบ่อยครั้งในฤดูกาลนี้) การต้องเสียเวลาเปล่าๆ 2 ปีโดยไม่ได้สำแดงฝีเท้าในเวทีที่ดีที่สุดของโลก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับตัวเขา แต่เป็นการเสียของสำหรับวงการฟุตบอลอีกด้วย

 

เช่นกันกับสเตอร์ลิง ที่อายุเข้าใกล้ 26 ปี ซึ่งจะเป็นวัยที่กำลังจะไต่ระดับสู่ช่วงท็อปพีก การต้องทิ้งช่วงเวลาที่ดีไป 2 ปีเปล่าๆ แบบนี้ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าซิตี้จะกลับมายืน ณ จุดเดิมได้อีกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองเป็นอย่างดี

 

ดังนั้น หากซิตี้ต้องการที่จะหาเงินกลับมาเพื่อ ‘โปะ’ บัญชีโดยเร็ว สตาร์ทั้งสองคือนักเตะที่จะสามารถทำเงินมหาศาลให้แก่ทีมได้ในระดับ 150 ล้านปอนด์ขึ้นต่อคนทั้งคู่

 

แต่ไม่ใช่เฉพาะสองรายนี้ที่มีโอกาสย้ายครับ นักเตะในทีมทุกคนมีโอกาสจะย้ายออก และมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องด้วย เพราะเชื่อว่าต่างมีเงื่อนไขในสัญญาที่ระบุเอาไว้ว่าพวกเขาจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มหากลงเล่นในรายการแชมเปียนส์ลีก หรือสามารถพาทีมเข้ารอบแชมเปียนส์ลีก หรือคว้าแชมป์รายการนี้ได้

 

การไม่ได้ไปแชมเปียนส์ลีกโดยที่ถูกตัดสิทธิ์ ไม่ใช่การที่พวกเขาล้มเหลวในภารกิจ จึงเป็นสิ่งที่นักกฎหมายเองให้คำแนะนำว่า อาจใช้เป็นข้อต่อรองหรือฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือเลิกสัญญาเพื่อให้ย้ายทีมอย่างเป็นอิสระได้เลย

 

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการวิเคราะห์จากสื่อในอังกฤษในช่วงที่มีข่าวออกใหม่ๆ

 

3 วันที่ผ่านมาสถานการณ์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง และสำหรับผมมองว่ามันเป็นทิศทางที่น่าสนใจ

 

เพราะคนที่ถูกมองว่าจะเป็น ‘ศูนย์กลาง’ ของพายุอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา ดูเหมือนจะได้คำตอบในใจแล้ว

 

ตามรายงานจากสองสำนักข่าวที่เชื่อถือได้สูงอย่าง The Times และล่าสุดไม่นานนี้กับ The Athletic ระบุตรงกันครับว่า กุนซือชาวคาตาลันตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อไปในฤดูกาลหน้า

 

เขาแจ้งข่าวนี้กับบอร์ดบริหาร และแจ้งข่าวนี้ต่อลูกทีมแล้ว

 

ว่ากันว่าเป๊ปได้บอกกับลูกทีมทุกคนในช่วงการประชุมทีมเช้าวันเสาร์ว่า “ตอนนี้คือช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งกว่าตอนไหน ที่เราจะแสดงให้พวกเขาได้เห็นว่า เราไม่ได้มีแค่เงิน แต่เราคือคนที่มีพรสวรรค์”

 

จากท่าทีของผู้บริหารคนสำคัญอย่าง เฟร์ราน​ โซเรียโน ซึ่งแจ้งต่อเอเจนต์ของนักเตะทุกคนในช่วงเย็นวันศุกร์ หลังการแถลงของยูฟ่าเพียงชั่วโมงเดียว โดยย้ำต่อทุกคนว่าสโมสรพร้อมต่อสู้ถึงที่สุด และขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ และไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อ มาถึงท่าทีของเป๊ป มีส่วนช่วยให้บรรยากาศภายในทีมซิตี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากครับ

 

นอกจากจะไม่หงอยแล้ว พวกเขายังรู้สึก ‘ฮึด’ ยิ่งกว่าเดิม

 

เป้าหมายในเวลานี้ของซิตี้ คือการพิสูจน์ความสามารถของพวกเขาให้เห็น และวิธีที่ดีที่สุด คือการพิชิตโทรฟี Big Ears ให้ได้เป็นสมัยแรกในฤดูกาลนี้

 

ข่าวว่าเป๊ปใช้โอกาสนี้ชี้ข้อผิดพลาดที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปไม่ถึงฝันตลอด 3 ปีที่ผ่านมาในการแพ้โมนาโก, ลิเวอร์พูล และท็อตแนม ฮอตสเปอร์ โดยที่ลูกทีมของเขาก็เปิดใจรับฟัง และเหมือนจะเข้าใจมันได้ง่ายกว่าเดิม

 

รายงานข่าวนี้ทำให้ผมย้อนกลับไปคิดถึงในสิ่งที่เปิดประเด็นเอาไว้ด้านบนสุดครับ

 

ถ้าจริงอย่างที่ข่าวว่ามาล่าสุด ผมถือว่าวันนี้เป๊ปกำลังก้าวไปสู่การเป็นคนใหม่ที่เราไม่เคยได้เห็นภาพนี้ของเขามาก่อน

 

ภาพของนักสู้ที่พร้อมจะยืนหยัดเพื่อคนอื่น

 

ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจนะครับ ผมเองก็อยากเห็นว่าเป๊ป – คนที่ไม่นานมานี้ออกมายอมรับโต้งๆ ว่าถ้าให้เขาไปทำทีมอื่นก็ไม่รู้ว่าจะสามารถทำทีมได้แบบนี้หรือไม่ – จะปลุกความสามารถอะไรในตัวออกมาให้เราได้เห็นกันบ้าง

 

มันเป็นไปได้ทั้งที่เขาจะล้มเหลว มากพอๆ กับที่เขาอาจจะทำได้สำเร็จ

 

อย่าลืมว่าเป๊ปมีคู่แข่งคนเดียวในเวลานี้คือ เจอร์เกน คล็อปป์ และนายใหญ่ชาวเยอรมันก็ทำทีมด้วยนโยบายที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป๊ปทำมาโดยตลอด นั่นคือการให้กำเนิดทีมชั้นยอดด้วยวิธีการ ‘สร้าง’ ไม่ใช่ ‘ซื้อ’

 

ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา เป๊ปไม่เคยถูกท้าทายมากขนาดนี้ ไม่เคยพ่ายแพ้เละเทะเหมือนในฤดูกาลนี้มาก่อน

 

แต่ความจริงอีกด้านคือถ้าไม่ใช่เพราะเป๊ป คล็อปป์และลิเวอร์พูลก็ไม่มีวันเดินมาถึงจุดนี้ได้เหมือนกัน

 

พลังของการเป็นคู่แข่ง (Rivalry) นั้นไม่ได้ส่งผลในทางลบเสมอไปครับ มันสามารถเป็นพลังที่สร้างสรรค์ได้เช่นกัน และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมคิดว่าเป๊ปเองก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะจากความล้มเหลวในฤดูกาลนี้ และบางทีมันอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะลุกขึ้นสู้เป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงาน

 

สิ่งที่เป็นความแตกต่างจากที่ผ่านมาทั้งหมด คือคราวนี้เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง

 

แต่เขากำลังสู้เพื่อลูกทีม แฟนบอล และสโมสรที่เขาตัดสินใจที่จะ ‘เชื่อ’ ไม่ว่าโลกภายนอกจะมองพวกเขาอย่างไรก็ตาม

 

การลุกขึ้นสู้ของเขา – ถ้ามันเป็นจริง – ผมเชื่อว่าเราน่าจะได้เห็นอะไรดีๆ

 

ตลอดมาทีมของเป๊ปเป็นทีมที่เล่นด้วยสมองและอารมณ์

 

ถ้าทีมของเขาจะเล่นด้วยหัวใจบ้างจะเป็นอย่างไร น่าสนใจนะครับ

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories