ภายหลังรับทราบคำสั่งของศาลฎีกาประทับรับฟ้องคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ต่อกรณีร่วมกันเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 สส. ปัจจุบันของพรรคประชาชน แต่กำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้กระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ถูกกล่าวหาตามคำร้องของ ป.ป.ช.
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส. จำนวน 10 คน ที่ถูกชี้มูลในคดีดังกล่าว ประกอบด้วย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ได้ร่วมกันแถลงจุดยืนต่อหน้าสื่อมวลชนและสมาชิกพรรค
ณัฐพงษ์ได้ชี้แจงถึงเจตนารมณ์ในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการนิติบัญญัติโดยไม่มีเจตนาที่มุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และระบุว่านัยสำคัญของคดีนี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประชาธิปไตยไทยในภาพรวมมากกว่าเพียงอนาคตทางการเมืองของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
พรรคประชาชนมุ่งหวังให้เกิดระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ มากกว่าการใช้อำนาจเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม
นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาชนยังได้กล่าวถึงความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่า พรรคไม่ต้องการเห็นการใช้กระบวนการที่เรียกว่านิติสงครามเพื่อรักษาระบบการเมืองที่เป็นมรดกจากการรัฐประหาร ซึ่งมีลักษณะในการลดทอนอำนาจของประชาชนและรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำหรือนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ
ณัฐพงษ์ยืนยันว่าสมาชิกทุกคนที่ถูกกล่าวหาจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องความชอบธรรมของอำนาจที่ได้รับมอบมาจากประชาชนในระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับภาคประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
การดำเนินการหลังจากนี้ พรรคประชาชนจะใช้กระบวนการทางกฎหมายในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และยืนยันในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาดุลอำนาจระหว่างสถาบันทางการเมืองต่างๆ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสตามหลักการประชาธิปไตยสากลสืบต่อไป














