ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่าเป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตจากพรรคฝ่ายค้านถึงความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ และความซ้ำซ้อนกับกระบวนการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี
ประเด็นสำคัญ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข้อคิดเห็นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยศาลมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกสำหรับเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่าวงเงินอีก 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
• ไม่ผิดคาด-ไม่เห็นด้วย คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ณัฐพงษ์ระบุว่า ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามที่พรรคคาดการณ์ไว้ แต่ทางพรรคยังคงมีความเห็นว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้อำนาจพิเศษเพื่อออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ฉบับนี้ และมองว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นการนำโครงการต่างๆ เข้ามาแทรกไว้ ทั้งที่โครงการเหล่านั้นสามารถบรรจุในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนปกติได้
ณัฐพงษ์นำเสนอข้อมูลว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 กำลังพิจารณาโครงการที่มีลักษณะเดียวกัน โดยมีหน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นเข้าชี้แจงรายละเอียดเพื่อขอใช้งบประมาณก่อสร้างลานกีฬาโซลาร์ รถขยะพลังงานไฟฟ้า และโครงการอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.
ณัฐพงษ์กล่าวถึงขั้นตอนทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่า หากอยู่ในช่วงนอกสมัยประชุมรัฐสภา และการรอเปิดสมัยประชุมตามปกติจะทำให้เกิดความล่าช้า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจเรียกประชุมสมัยวิสามัญเป็นการด่วน เพื่อให้รัฐสภาพิจารณารับรองหรือไม่รับรองพระราชกำหนดได้
ทางพรรคจึงรอความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ส่วนการประสานงานกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ณัฐพงษ์ระบุว่าทุกกระบวนการต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเป็นอำนาจของ ครม. โดยพรรคประชาชนยืนยันจุดยืนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
• ตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก. ซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายฯ เล็งตัดทั้งโครงการ
ด้านศิริกัญญาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมการของรัฐบาล โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้โครงการในกลุ่มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรอง แต่ในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ให้ข่าวเกี่ยวกับโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้ดังกล่าว
ศิริกัญญาเปิดเผยว่า พรรคได้รับเอกสารที่มีการส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะเป็นรายการโครงการสำเร็จรูปให้ท้องถิ่นเลือกขอใช้เงินกู้ เช่น รถขยะพลังงานไฟฟ้า ลานกีฬาโซลาร์ เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
ศิริรกัญญาชี้ว่า โครงการเหล่านี้ไม่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด หรือลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ นำมาสู่ข้อสงสัยเรื่องการเตรียมผู้รับจ้างไว้ล่วงหน้า และข้อกังวลว่าโครงการเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวอ้าง
สำหรับแนวทางการตรวจสอบหลังจากนี้ ศิริกัญญาระบุว่าจะใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณปี 2570 เพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อน เนื่องจากในงบประมาณปี 2570 มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงินกว่า 7,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีรายการงบกลางปี 2570 สำหรับโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน วงเงิน 12,000 ล้านบาท ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานที่มีเงินสะสมออกงบประมาณร่วมกับรัฐบาล หากรวมวงเงินทั้งหมดอาจสูงถึง 212,000 ล้านบาท ทางพรรคจะพิจารณาความซ้ำซ้อนในคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 เพื่อปรับลดงบประมาณในส่วนที่ทับซ้อนกัน
• แนะอนุทินเข้าสภาฯ ให้บ่อยจะได้จำ สส. ได้
ในประเด็นการเมือง ณัฐพงษ์ได้ตอบข้อซักถามกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่รู้จักตนเอง หลังจากมีข้อเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบหาก พ.ร.ก. กู้เงินขัดรัฐธรรมนูญ โดยณัฐพงษ์ระบุว่า การที่นายกรัฐมนตรีจำ สส. ไม่ได้ อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้เข้าร่วมประชุมสภาฯ พร้อมเสนอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาตอบกระทู้ในสภาฯ ให้บ่อยขึ้นเพื่อทบทวนความจำ
นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ได้แสดงความเห็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่สามารถยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เนื่องจากอยู่คู่กับคนไทยมานาน โดยณัฐพงษ์เสนอว่าหน่วยงานของรัฐต้องมีการทบทวนที่มาและวัตถุประสงค์ ภารกิจด้านความมั่นคงภายในประเทศมีความหลากหลายและซ้ำซ้อนกัน พร้อมยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่มีการควบรวมระดับจังหวัด การพิจารณาทบทวน ยุบ หรือควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน เป็นกระบวนการที่สามารถกระทำได้เพื่อประโยชน์ของประชาชนและการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน


