×

PDPC สั่งระงับเด็ดขาด! ธุรกิจ ‘สแกนม่านตาแลกคริปโต’ ชี้ขัดหลัก PDPA สั่งลบข้อมูลชีวภาพ 1.2 ล้านรายทันที พร้อมส่ง DSI ขยายผลขบวนการสีเทา

24.11.2025
PDPC สั่งระงับเด็ดขาด ธุรกิจ ‘สแกนม่านตาแลกคริปโต’ ชี้ขัดหลัก PDPA สั่งลบข้อมูลชีวภาพ 1.2 ล้านรายทันที พร้อมส่ง DSI ขยายผลขบวนการสีเทา

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ออกคำสั่งทางปกครองขั้นเด็ดขาด สั่งระงับโครงการและให้ทำลายข้อมูลชีวภาพของประชาชนกว่า 1.2 ล้านราย จากกรณีธุรกิจสแกนม่านตาเพื่อแลกรับเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ชี้ชัดกระบวนการได้มาซึ่งข้อมูล “ไม่โปร่งใส” และ “ผิดหลักการ PDPA” อย่างร้ายแรง พร้อมประสาน DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบสวนเชิงลึกถึงขบวนการจ้างวานสแกนและการแลกเปลี่ยนเหรียญผิดกฎหมาย

 

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลด้านข้อมูลส่วนบุคคลของไทย เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ PDPC ได้ติดตามตรวจสอบโมเดลธุรกิจ ‘สแกนม่านตาแลกเหรียญ’ ที่สร้างความกังวลในวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) ซึ่งจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวตามกฎหมาย

 

ชี้ขาด ‘ความยินยอมโดยอิสระ’

 

คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ของ PDPC ได้พิจารณาพยานหลักฐานและคำชี้แจงของผู้ให้บริการแล้ว พบข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การกระทำผิดกฎหมาย PDPA ใน 2 ประเด็นหลัก:

 

1. การขอความยินยอมที่ไม่เป็นอิสระ กล่าวคือ ผู้ให้บริการใช้เหรียญคริปโทเคอร์เรนซีเป็นสิ่งตอบแทนเพื่อจูงใจให้ประชาชนยอมให้เก็บข้อมูลม่านตา ซึ่งถือว่าการให้ความยินยอมนั้น ‘ไม่ได้เป็นไปโดยอิสระ’ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

 

2. การใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์ โดยพบว่ามีการแจ้งวัตถุประสงค์เพื่อ ‘ยืนยันความเป็นมนุษย์’ เท่านั้น แต่ในทางเทคนิคพบว่า ผู้ที่เคยสแกนแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ แสดงให้เห็นว่ามีการนำข้อมูลไปใช้เพื่อ ‘ยืนยันตัวบุคคล’ (Identification) ด้วย ซึ่งเกินกว่าขอบเขตที่ได้ขอความยินยอมไว้แต่แรก

 

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ย้ำว่า แม้กระทรวงฯ จะสนับสนุนเทคโนโลยี AI และการยืนยันตัวตนรูปแบบใหม่ แต่การเก็บข้อมูลชีวภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนเจ้าของข้อมูล

 

สั่ง ‘ระงับ-ลบ’ ข้อมูล ป้องกันการรั่วไหลสู่ต่างประเทศ

 

จากฐานความผิดดังกล่าว คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญฯ จึงมีคำสั่งทางปกครองที่ส่งผลกระทบวงกว้างต่อผู้ให้บริการรายนี้ทันที ดังนี้:

 

1. สั่งระงับทันที: ให้ผู้ให้บริการและผู้เกี่ยวข้องระงับการเก็บข้อมูลม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโตเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลต่อ สคส. ภายใน 7 วัน

 

2. สั่งลบทำลายข้อมูลทั้งหมด: ให้ลบและทำลายข้อมูลม่านตา รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ ของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านรายที่ถูกเก็บไปแล้วทั้งหมด เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการนำข้อมูลไปใช้หาประโยชน์ทางการค้าโดยมิชอบ หรือการโอนย้ายข้อมูลไปยังต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย

 

การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีอย่างน้อย 8 ประเทศที่สั่งแบนการดำเนินการในลักษณะนี้แล้ว โดย 5 ประเทศที่มีคำสั่งระงับชัดเจน ได้แก่ เยอรมนี, สเปน, เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย และบราซิล

 

DSI รับไม้ต่อ ขยายผลขบวนการรับจ้างสแกนและเว็บเทรดเถื่อน

 

นอกเหนือจากมิติการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การสืบสวนร่วมกับ ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ ยังพบ ‘ความผิดปกติ’ อื่นๆ ที่น่าสงสัย นำไปสู่การขยายผลทางคดีอาญาต่อ

 

ประเด็นสำคัญคือ การตรวจพบขบวนการรับจ้างคนมาสแกนม่านตาเพื่อนำเหรียญไปให้บุคคลอื่นใช้ต่อ รวมถึงมีการจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตหลายราย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีประเด็นความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะรับหน้าที่สืบสวนขยายผลต่อไป

 

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ PDPC กล่าวทิ้งท้าย เพื่อสร้างความชัดเจนถึงจุดยืนของหน่วยงานว่า PDPC ให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน การใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในครั้งนี้เป็นไปเพื่อ ‘ป้องกันความเสียหาย’ จากการเก็บข้อมูลที่ไม่ถูกกฎหมาย และบูรณาการความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

 

พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการนี้ “ไม่ใช่การปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการยืนยันความเป็นมนุษย์” แต่อย่างใด เพียงแต่เทคโนโลยีเหล่านั้นต้องดำเนินการอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องตามกฎหมายของประเทศไทย

 

ภาพ: New Africa/Shutterstock


READ MORE





Latest Stories