×

ปชน.-สมชัย เปิดข้อพิรุธคณะอนุฯ ชุด 36 กังขาคอนเนกชัน นธป.-พตส. เครือข่ายสีน้ำเงิน เตือนเคยมี กกต. ติดคุก 14 ก.ย.นี้ ต้องส่งศาลอย่าซื้อเวลา

โดย THE STANDARD TEAM
06.09.2026
  • LOADING...
สมชัย ศรีสุทธิยากร และ สส.พรรคประชาชน แถลงข่าวเปิดข้อพิรุธคณะอนุกรรมการ กกต. ชุดที่ 36

วันนี้ (6 กันยายน) ที่อาคารอนาคตใหม่ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมกับ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงเปิดข้อมูลและข้อพิรุธเกี่ยวกับการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ของ กกต. ในคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

 

สมชัยกล่าวว่า กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมา อ้างว่าชุดเดิม 35 ชุดมีภาระงานมาก แต่กลับพบว่าหลายคนมีชื่อทับซ้อนกับชุดเดิม และเมื่อเข้าทำงานกลับแทบไม่ซักถาม จากรายงานการประชุมครั้งที่ 13/2569 มีเอกสาร 39 หน้า ฝ่ายเลขาฯ อ่านไป 38 หน้าครึ่ง โดยกรรมการไม่มีการซักถามและมีเพียงมติรับทราบ

 

นอกจากนี้ จากการประชุมครั้งที่ 4/2569 ที่มีการกล่าวถึงผู้มีบารมีนอกพรรคในพื้นที่บุรีรัมย์ พบว่า อนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในอนุกรรมการพยายามตีกรอบการพิจารณาว่านักการเมืองไม่สามารถมาแทรกแซงกระบวนการฮั้ว สว. ได้ และผู้สมัครก็ไม่สามารถรับความช่วยเหลือได้ การตีกรอบเช่นนี้ตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ทั้งผู้สมัครและฝ่ายการเมืองหลุดพ้นความรับผิดชอบทั้งหมด

 

สมชัยกล่าวอีกว่า หากยื่นขออำนาจศาลดูคำวินิจฉัยส่วนบุคคลในการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วพบว่าใช้ตรรกะจากกรอบกฎหมายที่บิดเบี้ยว ก็สามารถดำเนินคดีเอาผิดคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้

 

ด้าน ชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน เปิดเผยโครงข่ายคอนเนกชันของอนุกรรมการชุดที่ 36 จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 7 คน ที่เกี่ยวโยงกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่านหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. และหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของศาลรัฐธรรมนูญ

 

ชยพลกล่าวว่า อนุกรรมการทั้ง 5 คน ประกอบด้วย อนุชา จันทร์สุริยา, ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล, อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เชาวนะ ไตรมาศ และเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ล้วนผ่านหลักสูตรดังกล่าวร่วมกับบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ ศุภชัย ใจสมุทร, อนุทิน, พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ น้องชายของเนวิน ชิดชอบ, สรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย, มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาคนที่ 1, แว่นฟ้า ทองศรี ภรรยาของทรงศักดิ์ ทองศรี, แสวง บุญมี เลขา กกต., เขมพล อุ้ยตยะกุล ผู้ช่วยงานพิพัฒน์ และณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทย

 

แม้หลักสูตรจะมีไว้เพื่อสร้างความรู้ แต่การที่อนุกรรมการทั้ง 5 คนเป็นผู้มีอำนาจตัดสินชะตาคดี สว. โดยตรง ย่อมทำให้สังคมเกิดข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

 

“มันใหญ่ไปหมด นอกจากเรื่องคุณสมบัติส่วนตัวและประวัติการทำงานของแต่ละท่าน ถ้าดูระดับผิวเผิน จะเป็นเหมือนข้าราชการธรรมดาที่ไต่เต้าขึ้นมา แต่บางทีตอนที่เรานั่งวิเคราะห์เรื่องนี้เรากลับลืมไปนิดหนึ่งว่าแต่ละหน่วยงานของราชการ มีหลักสูตรคอนเน็คชันต่างๆ เอาไว้รองรับการทำความรู้จักกันข้ามหน่วยงาน ข้ามสายงานนี้ด้วยเหมือนกัน” ชยพลกล่าว

 

ขณะที่ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. กล่าวเสริมว่า หลักสูตรคอนเนกชันเหล่านี้กลายเป็นพื้นที่ผลัดกันเกาหลังและสร้างความเสียหาย กกต. ควรจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมก่อนไปทำเรื่องอื่น

 

ขณะที่ พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการตั้งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) และกระทรวงยุติธรรม ว่า หลังจากอัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากการเลือก สว. ก็เกิดการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงยุติธรรมมาเป็น ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ซึ่งได้เซ็นคำสั่งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม และเด้งมือทำคดีออกไป

 

ต่อมาในวันที่ 3 กันยายน 2569 มีข่าวเตรียมโยกย้าย พ.ต.ท. อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ (ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดไต่สวนที่ 26 ของ กกต. ที่มีมติสั่งฟ้อง 229 ราย) และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ออกจากตำแหน่ง แล้วจะย้าย ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล จากอธิบดีกรมคุมประพฤติ (ซึ่งเป็นอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติยกคำร้องทั้ง 229 ราย) มาเป็นอธิบดีดีเอสไอแทน พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ตั้งคำถามว่าเป็นการปูนบำเหน็จให้ฝ่ายที่ยกคำร้อง และเตรียมเป่าคดีในฝั่งดีเอสไอหาก กกต. มีมติไม่สั่งฟ้องในวันที่ 14 กันยายนนี้หรือไม่

 

ส่วน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้สรุป 4 ข้อพิรุธของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้แก่

 

  1. ที่มาและความจำเป็นไม่ชัดเจน เหตุใดต้องตั้งชุดพิเศษขึ้นมาทั้งที่อนุกรรมการบางคนก็ซ้ำกับ 35 ชุดเดิม
  2. กระบวนการทำงานขาดความละเอียด ประชุมเพียง 20-30 ครั้ง เน้นรับฟังการสรุปจากฝ่ายเลขาฯ ต่างจากชุดที่ 26 ที่ประชุมร่วม 80 ครั้ง และสอบปากคำพยานกว่า 700 ปาก
  3. การวินิจฉัยสอดรับธงการเมือง วางตนเสมือนศาลที่ต้องพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ตีกรอบกฎหมายปกป้องนักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม และปฏิเสธความเป็นขบวนการ
  4. ผลลัพธ์ย้อนแย้งบรรทัดฐานเดิม การลงมติว่าไม่มีใครผิดเลยแม้แต่คนเดียว ย้อนแย้งกับพยานหลักฐานในสาธารณะ และคัดง้างกับบรรทัดฐานเดิมของ กกต. ที่เคยสั่งฟ้องคดีแชตไลน์ขอแลกคะแนนในจังหวัดนครราชสีมาและชลบุรี

 

ในช่วงท้าย ภัณฑิล น่วมเจิม ได้ฝากเตือนไปยัง ฐิติเชษฐ์ นุชนารถ กรรมการ กกต. ว่า ในอดีตเคยมี กกต. ติดคุกมาแล้ว 2 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ ศาลได้ระบุชัดว่าผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. ต้องรักษาความเป็นกลาง ดังนั้นในวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา และอย่าซื้อเวลาอีกต่อไป

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising