พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำงานของพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระและการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของกลุ่มการเมืองที่ใช้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อควบคุมกลไกทางการเมือง หรือที่พรรคประชาชนเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
ประเด็นสำคัญ
ทั้งนี้ พริษฐ์อธิบายความหมายของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ตามที่มีสื่อมวลชนถาม โดยระบุว่า หมายถึงกลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งเปิดช่องให้กระบวนการเลือก สว. เป็นการเลือกกันเองและไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้กลุ่มการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ กลุ่มการเมืองดังกล่าวจะสามารถควบคุมการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมด นำไปสู่การผูกขาดอำนาจครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ
▪️มอง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ หวังผูกขาด สว. รักษา รธน. 60 ให้คงอยู่
สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กลุ่มการเมืองนี้มีเป้าหมาย 2 แนวทาง คือการขัดขวางไม่ให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังคงอยู่ต่อไป หรือหากต้องมีการจัดทำใหม่ จะต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่กลุ่มของตนสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างและกำหนดเนื้อหาได้
พริษฐ์ตั้งข้อสังเกตถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอให้การเห็นชอบเนื้อหาต้องใช้เสียง สว. ถึง 2 ใน 3 ว่าเป็นความพยายามรักษาอำนาจชี้ขาดไว้ที่ สว. ซึ่งค้านสายตาประชาชน เนื่องจาก สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าพรรคภูมิใจไทยประเมินว่าตนเองสามารถควบคุมเสียง สว. ได้ถึง 2 ใน 3 หรือไม่
ในส่วนของพรรคประชาชน มีกำหนดการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 2 ร่างในสัปดาห์นี้ โดยยึด 3 หลักการ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง การป้องกันการผูกขาด และการไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหา
พริษฐ์ระบุว่า หลักการดังกล่าวเคยผ่านการรับหลักการจากวุฒิสภาชุดก่อนมาแล้ว จึงต้องติดตามว่า สว. ชุดปัจจุบันจะลงมติในทิศทางใด โดยพรรคจะอาศัยมติของประชาชนจำนวน 21 ล้านเสียงที่ออกเสียงประชามติสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อนำพาประเทศออกจากกรอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
▪️หากประชาชนไม่เห็นชอบประชามติครั้งที่ 2 นายกฯ ควรลาออกเพื่อรับผิดชอบ
สื่อมวลชนถามว่า เสียงของประชาชน 21 ล้านเสียงจะสามารถสู้กับระบอบสีน้ำเงินในรัฐสภาได้หรือไม่ พริษฐ์มองว่า เสียงของประชาชนจะแปรมาเป็น 3 ด้าน คือ
- ทำให้มีตัวแทนของพรรคประชาชนมาอยู่ในสภาฯ และทำให้ตนเองมายืนอยู่ในสภาฯ ในฐานะฝ่ายค้าน เราจะตอบแทนสิ่งที่ประชาชนให้ ด้วยการตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว
- เสียงประชามติ 21 ล้านเสียงจะผูกมัดทุกฝ่ายว่าจะต้องเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
และ 3. เสียงประชาชน 21 ล้านเสียงยังมี ความหมายต่อการทำประชามติรอบสอง เพราะหากพรรคภูมิใจไทยจะอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 ให้เป็นไปตามร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเราได้วิจารณ์ไปแล้วว่าร่างดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะผูกขาดและกินรวบ ทำให้อำนาจในการชี้ขาดเนื้อหาไปตกอยู่กับ สว.
หากเป็นแบบนั้นจนรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ แล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เห็นด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะรับผิดชอบอย่างไร
“เพราะหากดูตามหลักมาตรฐานสากล เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดทำประชามติ แล้วรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน เมื่อผลประชามติออกมาไม่ตามนั้น เราก็มักจะเห็นนายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เช่น การทำประชามติในประเทศอังกฤษว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งผลออกมาตรงกันข้ามกับรัฐบาลไม่เกิน 3 วันนายกรัฐมนตรีก็ลาออก แสดงความรับผิดชอบ” พริษฐ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ขอให้อย่าด่วนสรุปว่าจะมีการรณรงค์ให้ ‘ไม่เห็นชอบ’ กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะขณะนี้เราเตรียมการเข้าสู่การแก้ไขในวาระที่ 1 เป้าหมายคือทำอย่างไรให้ร่างมีความสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคประชาชน และผ่านความเห็นชอบในวาระ 1 เพื่อไปหาข้อสรุปร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งยืนยันว่าเสียงของประชาชนมีความหมาย
“หากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจว่าจะใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา เพื่อให้ร่างปลายทางเหมือนกับร่างของพรรคภูมิใจไทยทุกประการ ผมคิดว่าพรรคประชาชนเห็นด้วยกับร่างนั้นได้ยาก และผมคิดว่าหากประชาชนโหวตไม่เห็นชอบ ก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน” พริษฐ์กล่าว
▪️หวัง สว. ยึดหลักโหวตตามเนื้อหาสาระ ไม่ใช่ประเด็นส่วนตัว
พริษฐ์ยังประเมินสถานการณ์ขณะนี้ที่ต้องอาศัยเสียงของ สว. 1 ใน 3 เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนจะยื่นภายใน 1-2 วันนี้ จะเป็นการลงชื่อของ สส. ในทั้งสองร่าง และเนื้อหา 3 หลักการของพรรคประชาชนก็สอดคล้องกับร่างที่เคยยื่นเมื่อครั้งที่แล้ว
และในครั้งที่แล้วร่างฯ ได้รับเสียงเห็นชอบเพียงพอจาก สว. ดังนั้น หาก สว. คนใดที่เคยให้ความเห็นชอบในร่างที่แล้ว พอมาวันนี้จะไม่เห็นชอบก็ต้องถามว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจ
“ผมคาดหวังว่าสมาชิกรัฐสภาทุกคนจะลงมติในเรื่องใดก็ตาม จะตัดสินด้วยเนื้อหาสาระของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ประเด็นส่วนตัวจากการถูกวิจารณ์จากใคร หรือใครตำหนิตัวเองบ้าง มาใช้ในการตัดสินใจ” พริษฐ์กล่าว


