วันนี้ (20 สิงหาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืน โดยระบุว่า การแก้ปัญหาอาวุธปืนจะหวังพึ่งเพียงการแก้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งสถานการณ์ภายในของเพื่อนบ้านยังไม่เรียบร้อย จึงทำให้มีอาวุธปืนเล็ดรอดเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ปกรณ์กล่าวว่า กฎหมายอาวุธปืนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นฉบับ พ.ศ. 2490 ซึ่งครอบคลุมเฉพาะปืนที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย แต่ยังมีช่องโหว่ โดยปัญหาหลักในปัจจุบันมาจากปืนเถื่อน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. ปืนและเครื่องกระสุนที่ลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน 2. ปืนที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายแต่ไม่ยอมนำไปขึ้นทะเบียนขอมีและใช้ และ 3. ปืนไทยประดิษฐ์
ขณะเดียวกัน ปืนที่มีทะเบียนถูกต้องส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่ระบบการอนุญาตและการตรวจสอบติดตามในอดีตยังไม่สมบูรณ์ ต่างคนต่างทำ และไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกันจากส่วนกลาง อีกทั้งกฎหมายเดิมก็ไม่ได้เขียนกำหนดให้ร้านขายปืนต้องมาร่วมรับผิดชอบในการดูแลติดตาม
“สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอมาและได้หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ ต้องควบคุมปืนในระบบให้ดีผ่านการรื้อระบบ การขึ้นทะเบียนอนุญาต การควบคุมการเล่นปืนหรือใช้ปืน เป็นการป้องกันรอยรั่ว” ปกรณ์ระบุ
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงการควบคุมสนามยิงปืน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในการดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ว่า จะต้องถูกนำมาทบทวนและเข้าสู่ระบบควบคุมอย่างเข้มข้นควบคู่กันไป รวมถึงต้องมีการตรวจตราอาวุธและเครื่องกระสุนตามแนวชายแดนอย่างจริงจัง
สำหรับมาตรการจัดการกับปืนที่ไม่ถูกต้อง ปกรณ์กล่าวว่า จะมีมาตรการเปิดโอกาสให้นำอาวุธปืนมามอบให้ทางราชการโดยไม่ต้องรับโทษ หากไม่แน่ใจว่าปืนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นมาตรการคล้ายการนิรโทษกรรม โดยยอมรับว่าที่ผ่านมาเคยทำมาแล้วได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะไม่ได้รื้อระบบ แต่ครั้งนี้จะทำควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบใหม่
ส่วนแนวคิดเรื่องการรับซื้อปืนคืนจากประชาชนนั้น จากการหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่าต้องใช้งบประมาณสูงมาก และหากตั้งราคารับซื้อต่ำกว่าราคาจริง ประชาชนก็จะไม่นำมาคืน กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอว่าให้นำมาคืนโดยไม่ใช้รูปแบบการซื้อคืนจะเหมาะสมกว่า ส่วนปืนของทหารและตำรวจที่ใช้ในราชการ แม้จะมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลอยู่แล้ว ก็จะใช้มาตรการทางบริหารเข้ามากำกับดูแลอย่างเข้มงวดเพิ่มเติม
ปกรณ์ยังกล่าวถึงขั้นตอนและกรอบเวลาในการผลักดันกฎหมายว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกฎหมายกลางไปจนถึงวันที่ 10 กันยายนนี้ จากนั้นจะยกร่างกฎหมายเพื่อนำไปรับฟังความเห็นอีกครั้ง ก่อนจะเร่งเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้ภายในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้


