วันนี้ (11 สิงหาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินหรือโฉนดที่ดินชุมชน ของรัฐบาล ภายหลังมีกระแสข่าวยุบธนาคารที่ดิน ซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับดูแล ว่า ต้องขอบคุณขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ที่ได้ประชุมร่วมกันกับภาครัฐ โดยมี ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ขอเน้นย้ำว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะพยายามปฏิรูประบบการทำมาหากินของประชาชนให้มีสิทธิเป็นไปตามกฎหมายมากที่สุด
ปกรณ์กล่าวว่า เป็นการยกระดับโฉนดชุมชนให้ได้รับการรับรองตามกฎหมายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อดำเนินการตามมาตรา 10 (4) ให้เป็นรูปแบบการจัดที่ดินทำกินให้กับประชาชนในรูปแบบหนึ่ง และจะได้รับการรับรองตามกฎหมาย ซึ่งจะมีความมั่นคงแห่งสิทธิมากกว่า
ขณะเดียวกัน ปกรณ์กล่าวอีกว่า ยังมีการบริหารจัดการของธนาคารที่ดินซึ่งเป็นองค์การมหาชนดูแลในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งการยุบหรือการเสนอให้มีการยุติการดำเนินการของธนาคารที่ดินนั้นเป็นไปตามกฎหมาย คือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนที่มีการขยายระยะเวลาการดำเนินการแล้ว 9 ปี เนื่องจากว่าไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด และครบระยะเวลาที่จะต้องยุบภายในเดือนกันยายน
“การยุบไม่ได้หายไปทั้งองค์กร แต่เมื่อพ้นเดือนกันยายนไปแล้ว การดำเนินการของธนาคารที่ดินจะคงอยู่ต่อไป เพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชี ส่วนการถ่ายโอนภารกิจต่างๆ ขณะนี้ คทช. กำลังพิจารณาดำเนินการ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะมีการถ่ายโอนภารกิจและพนักงานเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่ดินส่วนหนึ่งที่ยังสมัครใจที่จะทำภารกิจนี้ต่อไปอยู่กับสำนักงาน คทช.”
นอกจากนี้ ปกรณ์กล่าวว่า วันนี้มีการประชุมคณะกรรมการ ทช. ซึ่งมีวาระการพิจารณา นำโฉนดชุมชนให้เป็นรูปแบบการทำมาหากินแบ่งสรรจัดสรรรูปแบบทำกินตามมาตรา 10 (4) ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความกังวล จากการประชุมครั้งก่อนได้สั่งเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
สำหรับโฉนดชุมชนจะรับรองให้เป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่ดิน โดยกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตามมาตรา 10 (4) ของ พ.ร.บ. คทช. คาดว่าจะมีลักษณะที่เหมือนเดิม คือมีสิทธิอย่างไรก็ยังมีสิทธิอย่างนั้นไปก่อน ส่วนประเด็นปัญหาที่ดินที่ คทช. ได้มาแล้ว หรือไปสัญญาไว้แล้วจะทำอย่างไรต่อนั้น ก็จะเป็นหน้าที่ของ คทช. ที่จะรับช่วงต่อไปในการดำเนินการ
ปกรณ์ย้ำว่า ปัญหาที่ดินส่วนที่ยังค้างอยู่นั้น ยอมรับว่ามีไม่มาก เพราะได้ให้ธนาคารที่ดินชะลอเริ่มโครงการใหม่มา 2 รอบ ในช่วง 4-5 ปีหลัง เนื่องจากผลการประเมินไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงได้ให้มีการชะลอและงดการดำเนินการโครงการใหม่ แต่ในส่วนไหนที่ดำเนินการไปแล้วก็ยังให้ดำเนินการต่อไป เพราะฉะนั้นรับรองว่าไม่กระทบต่อรายใหม่ ซึ่ง คทช. จะต้องรับรองให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน


