วันนี้ (28 สิงหาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปกรณ์ นิลประพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรอบเวลาในการดำเนินการทางวินัย ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ใจความระบุว่า เรื่องวินัยข้าราชการกระทบโดยตรงต่อสิทธิ ชื่อเสียง และการทำงานของหน่วยงานต้นสังกัด ที่ผ่านมาแม้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 103 และ 104 จะกำหนดให้ ก.พ. พิจารณาเรื่องที่รายงานเข้ามา โดยมอบหมายให้ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและจริยธรรม ปฏิบัติหน้าที่แทน แต่กลับยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน ทำให้เสี่ยงต่อความล่าช้าและส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรม
ปกรณ์ระบุอีกว่า ตนในฐานะประธาน ก.พ. จึงกำหนดกรอบเวลาชัดเจนให้ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ต้องพิจารณาตรวจสอบการดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่สำนักงาน ก.พ. ได้รับรายงานตามมาตรา 103 หรือ 104 และมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. วางขั้นตอนการทำงานให้เป็นไปตามกรอบเวลานี้โดยทันที ส่วนเรื่องที่รับรายงานไว้ก่อนหน้านี้และยังไม่แล้วเสร็จ ให้เร่งสะสางให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกดำเนินการและไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติงานของต้นสังกัด มาร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการกัน
ต่อมา ปกรณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่โพสต์ข้อความว่า ไม่ใช่เรื่องของการตรวจสอบทุจริตท้องถิ่น แต่เป็นทุกเรื่อง เพราะมีความล่าช้า ซึ่งตามกฎหมายต้องรายงานเวลาที่มีการสอบวินัยเมื่อเสร็จแล้ว ตามมาตรา 103 และ 104 ว่าด้วย พ.ร.บ. ก.พ. ซึ่งตนไปตรวจเจอว่าที่ ก.พ. มีเรื่องค้างเยอะทำไม่เสร็จเสียที จึงเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ทั้งในส่วนของส่วนราชการเอง และผู้ถูกร้อง คนที่ต้องถูกลงโทษทางวินัยก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินการยังไงต่อ
ฉะนั้น เพื่อความเป็นธรรมจึงกำหนดเวลา เมื่อมีการรายงานมาแล้ว ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วันเท่านั้น คล้ายกับเวลาดำเนินคดีต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะความล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม พร้อมย้ำว่าตรงนี้เป็นการดำเนินการทุกเรื่องทางวินัย ไม่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นการดำเนินการทางวินัยทั่วไปทุกคดี และขออย่ามองเป็นเรื่องของการเมืองมากเกินไป


