×

แพทองธารตอบกระทู้ถามสดครั้งแรก นายกฯ ของคนไทยขอให้คำมั่นต่อรัฐสภา ปราบคอลเซ็นเตอร์ไม่จบรัฐบาลไม่เลิก

โดย THE STANDARD TEAM
27.02.2025
  • LOADING...
แพทองธาร

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2) ซึ่งมี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อถามตอบกระทู้ถามสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ตอบกระทู้ถามสดเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งถามโดย อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ว่าตั้งแต่ก่อนที่ตนเป็นนายกฯ ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างๆ เป็นปัญหาที่แพร่หลายในทุกสังคม ทุกจังหวัด และส่งผลกระทบไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่แค่เอเชีย แต่ไปทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

ตนได้รับข่าวสารมากมายเหมือนประชาชนแก๊งคอลเซ็นเตอร์เดี๋ยวนี้หลอกประชาชนอย่างไรบ้าง บางคนหมดเนื้อหมดตัว บางคนต้องจบชีวิต บางคนคิดที่จะทำร้ายคนอื่น เพื่อเอาเงินไปแก้หนี้สิน จนกลายเป็นปัญหาต่อเนื่อง และนำมาสู่ปัญหายาเสพติด ความไม่สงบสุขอีกมากมายในหลายประเด็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนทราบอยู่แล้ว 

 

แพทองธารกล่าวว่า เมื่อตนเองเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งการทันทีกับหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงาน กสทช., สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายความมั่นคงต่างช่วยกันดูแลในเรื่องของคอลเซ็นเตอร์อย่างบูรณาการ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวนี้ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ 

 

สิ่งสำคัญรัฐบาลได้ต้องคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขอความร่วมมืออย่างบูรณาการเพื่อหาทางออกร่วม เนื่องจากขอความร่วมมือจากทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอลเซ็นเตอร์ หรือยาเสพติด การค้า ก็ต้องปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ให้มีการจัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ขึ้น 

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการการทำงานรับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง จำนวน 100 คู่สาย ซึ่งจะสามารถระงับบัญชีนั้นได้ทันที พร้อมทั้งตรวจสอบต่อว่า บัญชีดังกล่าวนั้น เปิดธนาคารไหนอะไร เมื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ต่อไปก็สามารถอายัดได้ทันที เพื่อช่วยระงับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้ติดต่อสมาคมธนาคารในการทำตามทำการอายัดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว 

 

ปัจจุบันรัฐบาลระงับบัญชีม้า 1.92 ล้านบัญชี หรือเป็นคิดเป็นจำนวน 1.44 แสนรายชื่อ จากนั้นก็ได้มีการสั่งการต่อเนื่อง ไม่ใช่ปิดระงับบัญชีแล้วก็จบ ต้องติดตามพฤติกรรมต่อด้วยว่ามีการเปิดบัญชีที่อื่นอีกด้วยหรือไม่ เพื่อจะได้ระงับเหตุได้ทันท่วงที รัฐบาลออกมาตรการ สั่งให้ธนาคารยกระดับการตรวจการเปิดบัญชีใหม่ด้วย โดยเฉพาะบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง 

 

ส่วนกรณีซิมม้าตนเองก็มีการสั่งการให้มีการดำเนินการเช่นเดียวกับบัญชีธนาคาร ให้มีกวาดล้างซิมม้าเครื่องมือหลักในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ รัฐบาลได้มีการเตรียมมาตรการกำหนดให้ผู้ถือครองซิมการ์ดนั้น มีได้ไม่เกิน 6 เบอร์ ซึ่งต้องยืนยันตัวตนได้ หากพบว่ามีข้อสงสัยสามารถระงับเบอร์ได้ทันที ซึ่งได้ระงับไปแล้ว 2.8 ล้านเลขหมาย

 

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีสำหรับผู้ที่ใช้โมบายล์แบงกิ้ง เพื่อให้มีการยืนยันตัวตน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ได้ตรวจสอบผู้ที่ใช้ออนโมบายล์แบงกิ้ง ซึ่งตอนนี้มีจำนวน 3.176 ล้านหมายเลข หากไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ ก็จะปิดไม่สามารถใช้โมบายล์แบงกิ้งได้อีก

 

รัฐบาลผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรอ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับกำหนดให้ผู้ที่มีความรับผิดชอบกับข้อมูลของประชาชน หรือคนที่นำข้อมูลไปขายให้กับมิจฉาชีพมีความผิด พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ให้บริการทางโทรศัพท์ ธนาคารผู้ให้บริการทางแพลตฟอร์มต้องมีบทลงโทษ และก็รับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น 

 

นอกจากนี้ได้สั่งการให้กับกระทรวงกลาโหมไป และหน่วยงานความมั่นคง ในการประกาศซีลพื้นที่ชายแดน สร้างกำแพงป้องกันชายแดนตลอดแนว ทั้งชายแดนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงมีการเสริมกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองว่ามีพฤติกรรมหรือมีสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ 

 

นอกจากนี้ได้สั่งการกระทรวงการต่างประเทศให้ประสานงานกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการหารือกับประเทศจีน เราเกิดความช่วยเหลือแบบไตรภาคี คือมีทั้งประเทศเมียนมา จีน และไทยค่ะ ร่วมมือกันทั้ง 3 ประเทศใน การที่จะปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง 

 

ส่วนผู้ต้องสงสัยที่จับมานั้น ต้องคัดกรอง เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายโดยกำหนดคัดกรองอย่างเคร่งครัด ซึ่งผู้ที่ ทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นมีหลายเชื้อชาติก็ทำการส่งกลับประเทศไปให้เรียบร้อย หากมีข้อมูลที่เราได้ร่วมกันก็จำมาแชร์เป็นเก็บข้อมูลแบบ Biometrics นำมาใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อจะเฝ้าการติดตามการระมัดระวังต่อไปในอนาคต

 

การแก้ไขปัญหาที่เป็นผลอย่างมาก ก็คือการทำลายฐานที่มั่นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ด้วยการตัดไฟ หยุดส่งน้ำมันในพื้นท่ีชายแดนของไทยและเมียนมา เมื่อรัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้ก็จะเห็นว่า เกิดผลอย่างมาก ตัวเลขต่างๆ ลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านจริงจังด้วย การขนส่งต่างๆ เมื่อเป็นไปได้ยาก มันก็ทำให้ต้นทุนของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์จะหลอกประชาชนก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งถือว่ารัฐบาลได้รับความร่วมมือ และทำให้เกิดผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์

 

แพทองธาร ชี้แจงว่าจะรับข้อเสนอแนะ ในการคุมซิมม้า และจะสั่งการให้กสทช.และดีอี รับไปดำเนินการ รวมถึงความเห็นอื่นๆ ได้จดไว้แล้ว ส่วนการตัดไฟฟ้า และน้ำมัน สถานที่ทำการของอาชญากรรมข้ามชาติ พบการใช้ไฟน้อยลง มีการย้ายอุปกรณ์ และคนออกจากพื้นที่ รวมถึงพบการหยุดก่อสร้างขนาดใหญ่ในฝั่งเมียวดี เมียนมาด้วยอย่างไรก็ดี ได้รับรายงานกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติปิดตัวลงหรือลดขนาดลง ทั้งนี้ ยังพบการลักลอบนำน้ำมันเข้าประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ไทยจับกุม 17 ครั้ง รวม 8,000 ลิตร

 

ทั้งนี้ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ ตนเองมีกำหนดการลงพื้นที่ ที่บริเวณด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ตรงข้ามบ้านปอยเปตของประเทศกัมพูชา เพื่อติดตามการดำเนินงานจากสิ่งที่ได้สั่งการมาด้วย อาทิ การลดเสาส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต ปราบปรามซิมบ็อกซ์ ระงับไวไฟคอลลิ่งจากประเทศเพื่อนบ้าน จัดระเบียบผู้ซื้อผู้ให้บริการไลเซนส์โทรคมนาคม

 

“ที่ผ่านมาเกิดความเสียหาย 100 ล้านบาทต่อวัน ขณะนี้ลดลงเหลือ 50 ล้านบาทต่อวัน ถือว่ายังมากอยู่ จึงมีความตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้ตัวเลขลดลงเรื่อยๆ หากได้รับความช่วยเหลืออย่างบูรณาการแบบนี้ ดิฉันเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า คอลเซ็นเตอร์จะต้องหมดไปจากประเทศไทยในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน” แพทองธาร

 

แพทองธาร ยังตอบคำถามทิ้งท้ายถึงผู้มีอิทธิพล โดยให้คำมั่นว่า ไม่ว่านักการเมือง นายทุน ข้าราชการ หรือใครก็ตาม ตนเองขอให้คำมั่นสัญญากับสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าจะจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าตำแหน่งสูงใหญ่ ถ้าทำผิด ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยเดือดร้อน ตนเองจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

 

“ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทย ดิฉันต้องดูแลคนไทยก่อน นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดนะคะ แล้วก็แน่นอนว่าเรื่องของคอลเซ็นเตอร์แล้วก็มีเรื่องของยาเสพติดอีกนะคะ ให้ทุกคนมั่นใจว่าเรื่องนี้รัฐบาลเราไม่จบ ไม่เลิกแน่นอนค่ะ” 

 

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ตอบกระทู้ถามสดเสร็จสิ้น มีเสียงปรบมือจากสภาฯที่แสดงความชื่นชม โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงจากบัลลังก์คณะรัฐมนตรีทันที โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้แจ้งประธานขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยตอบกระทู้ทั่วไปซึ่ง ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส. กทม. พรรคประชาชน ถามเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จนก่อให้มีการประท้วง 2 สส. พรรคเพื่อไทย จาก ไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส. มหาสารคาม และ ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อด้วย โดยนายกรัฐมนตรีหมายให้ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตอบแทน

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising