วันนี้ (12 ตุลาคม) นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. พร้อมด้วย เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. และ มิรินทร์ รักชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกันแถลงความคืบหน้ากรณีผู้ต้องหา 3 รายในคดีทุจริตการสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังครบกำหนดฝากขังสูงสุด 84 วัน เนื่องจาก ป.ป.ช. ยังไต่สวนไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีการยื่นฟ้องต่อศาล
ประเด็นสำคัญ
นิติพันธุ์กล่าวว่า ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะกรรมการโฆษกฯ ขึ้นมาตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่ง เพื่อทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าของคดีนี้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากคดีของ ป.ป.ช. ต้องดำเนินไปตามระบบไต่สวนที่กฎหมายกำหนด
เลขาธิการ ป.ป.ช. เน้นย้ำว่า การเป็นข้าราชการแล้วเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการรับสินบนเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และน่าเสียใจ ทาง ป.ป.ช. ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะทำคดีนี้ให้สำเร็จ โดยเน้นย้ำถึงการทำสำนวนคดีให้รัดกุมและรอบคอบ ซึ่งที่ผ่านมา สำนวนที่ ป.ป.ช. ส่งฟ้องศาล มีอัตราที่ศาลพิพากษาลงโทษสูงถึง 90% จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นและให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการทำงาน
แจงขั้นตอน ป.ป.ช. แตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป
ด้านเกียรติศักดิ์อธิบายถึงขั้นตอนการทำงานของ ป.ป.ช. ว่า ตามกฎหมายอาญาทั่วไป เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการจับ ค้น และควบคุมตัวผู้ต้องหา แต่กฎหมายของ ป.ป.ช. มีความแตกต่างออกไป โดยจุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากพนักงานสอบสวนที่พบเหตุทุจริตจึงส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช. ซึ่งในขณะนั้นเหลือเวลาดำเนินการอีกเพียง 3 ผัด (ผัดละ 12 วัน) รวมเป็นเวลา 36 วัน
เกียรติศักดิ์ระบุว่า ในคดีนี้หน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้รวบรวมพยานหลักฐานไว้ในสำนวนค่อนข้างมากแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการเองได้จึงส่งต่อมาให้ ป.ป.ช. เมื่อรับเรื่องมา ป.ป.ช. ซึ่งใช้ระบบไต่สวน จึงต้องมาพิจารณารูปคดีว่ามีบุคคลใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง มีการพาดพิงถึงใคร และต้องใช้วิธีการไต่สวนแบบใด
เกียรติศักดิ์เน้นย้ำว่า หลักการสำคัญในการดำเนินคดีอาญา คือ แม้รัฐจะต้องการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในชั้นสอบสวน ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเมื่อพ้นระยะเวลาควบคุมตัวตามกฎหมายแล้ว การดำเนินคดีก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้
รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า การปล่อยตัวผู้ต้องหาไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นพ้นผิด และหากพบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนี ป.ป.ช. ก็สามารถดำเนินการจับกุมตัวมาได้ตามกระบวนการของกฎหมาย
ปฏิเสธตัดตอนคดี ยันสืบสาวถึงตัวการใหญ่
ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการที่ ป.ป.ช. ทำสำนวนล่าช้าเป็นการ ‘ตัดตอน’ คดีหรือไม่ เกียรติศักดิ์อธิบายว่า หาก ป.ป.ช. ต้องการตัดตอนคดี ก็คงเร่งทำสำนวนให้เสร็จตามความคาดหวังของสังคม แล้วส่งฟ้องศาลเฉพาะบุคคลบางกลุ่มโดยไม่สืบสวนไปถึงตัวการใหญ่
“แต่วันนี้ ป.ป.ช. ยังสรุปสำนวนไม่ได้ เพราะเรากำลังไต่สวนกระดานทั้งหมด เพื่อค้นหาว่าตัวการใหญ่คือใคร ใครคือผู้สนับสนุน เส้นทางการเงินเป็นอย่างไร นายหน้าคือใคร และกระบวนการแก้ไขผลสอบเป็นอย่างไร เนื่องจากคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหากว่า 6,000 คน และพยาน 1 คน ต้องใช้หลักฐานประกอบถึง 4-5 ชิ้น เพื่อยืนยันการกระทำความผิด เพราะคงไม่มีพยานคนใดยอมรับว่าตนเองเป็นผู้กระทำความผิด จึงทำให้คดีมีความซับซ้อน แต่ยืนยันว่าไม่มีความล่าช้าแน่นอน” เกียรติศักดิ์กล่าว
เกียรติศักดิ์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. มีพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดในบางส่วนที่เป็นระดับตัวการใหญ่ได้แล้ว โดยในเบื้องต้น พยานหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เชื่อมโยงไปถึงระดับนักการเมือง สส. หรือรัฐมนตรี ส่วนหลักฐานจะสาวไปถึงผู้ใดนั้น ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ จะมีการประชุมคณะไต่สวนฯ เพื่อพิจารณาการแจ้งข้อกล่าวหา โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มแจ้งข้อกล่าวหาได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
รองเลขาธิการ ป.ป.ช. มองว่าคดีนี้เป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก ป.ป.ช. จึงต้องพิสูจน์เจตนาและแรงจูงใจในการกระทำความผิด เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ความคืบหน้า 40% จ่อแจ้งข้อหา ต้น พ.ย.
เกียรติศักดิ์รายงานความคืบหน้าของคดีว่า ในเชิงปริมาณ คดีมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณ 40% แต่ในเชิงคุณภาพ ถือว่าพยานหลักฐานค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
การสรุปข้อเท็จจริงในคดีนี้ แบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง
- กลุ่มผู้จัดทำ แก้ไขคะแนน และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง
- กลุ่มนายหน้า
- กลุ่มผู้เข้าสอบ (ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด)
เกียรติศักดิ์ระบุว่า กระบวนการไต่สวนที่ยากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดที่ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ โดย ป.ป.ช. จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพียงครั้งเดียว จะไม่มีการเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาซ้ำหลายครั้ง ดังนั้นจึงต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าแต่ละบุคคลกระทำความผิดในขั้นตอนใด อย่างไรบ้าง และย้ำว่าขณะนี้มีความคืบหน้าจนถึงขั้นเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว
สั่งซีลชายแดน สกัด ‘ดร.วิน’ หลบหนี
เกียรติศักดิ์ยืนยันอีกครั้งว่า ป.ป.ช. มีเครื่องมือทางกฎหมายพร้อมรับมือ หากผู้ต้องหาที่ได้รับการปล่อยตัวไปมีพฤติการณ์หลบหนี ก็สามารถขออำนาจศาลออกหมายจับได้ และหากหลบหนีในระหว่างการไต่สวน อายุความจะไม่ถูกนับรวม ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญของ ป.ป.ช. เพื่อให้มั่นใจว่าจะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้
ทั้งนี้ หาก ป.ป.ช. ตั้งเรื่องไต่สวนแล้วดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน 2 ปี สามารถดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคดีฐานปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
สำหรับกรณีของอัศวิน หรือ ‘ดร.วิน’ ซึ่งเคยมีประวัติการหลบหนีมาก่อน เกียรติศักดิ์ยืนยันว่า หากพบพฤติการณ์จะหลบหนีอีก ป.ป.ช. ได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว โดยพร้อมขอศาลออกหมายจับทันที
“วันนี้เขาได้รับอิสรภาพ ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ เราจึงมีมาตรการซีลชายแดน ทั้งช่องทางธรรมชาติและช่องทางทางการ ตามด่านต่างๆ ไว้แล้ว เพราะรู้ว่าผู้ต้องหาเคยมีพฤติการณ์หลบหนี เรามีมาตรการป้องกันแน่นอน” เกียรติศักดิ์ระบุ
ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เกียรติศักดิ์มองว่า เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานชิ้นสำคัญต่างๆ ไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว
สำหรับคำถามที่ว่า จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ส่งฟ้องไม่ทัน หากต้องแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 คนพร้อมกัน เหมือนกรณีของผู้ต้องหา 3 รายแรกหรือไม่
เกียรติศักดิ์ยืนยันว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นแน่นอน และเหตุผลที่ไม่แยกสำนวน แต่เลือกรอแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดพร้อมกัน ก็เพื่อไม่ให้มีลักษณะเหมือนการ ‘ตัดตอน’ คดี เพราะ ป.ป.ช. ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดว่าการกระทำความผิดแต่ละครั้ง ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนใด สถานะใด และมีการกระทำผิดกี่กรรม เพื่อหาตัวการสำคัญในการกระทำความผิดแต่ละเรื่อง
เล็งเอาผิด ‘อดีตอธิบดี’ เผยเส้นเงินยังไม่ถึงการเมือง
เกียรติศักดิ์ยืนยันว่า ป.ป.ช. มีพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การเอาผิดผู้ที่เป็นตัวการใหญ่ได้อย่างแน่นอน โดยพบว่ามี ‘อดีตอธิบดี’ เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า 1 ราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ยืนยันว่าผู้ต้องหา 3 รายที่ได้รับการปล่อยตัว จะเป็นผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในลอตแรกหรือไม่ เนื่องจากต้องรอผลการประชุมวิเคราะห์พยานหลักฐานของคณะกรรมการไต่สวนในช่วงสิ้นเดือนนี้ก่อน
ในส่วนของการตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 8 แสนแผ่น เกียรติศักดิ์ยอมรับว่า ที่ผ่านมายังไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากขาดเครื่องมือ แต่ขณะนี้ได้รับเครื่องมือพร้อมแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการตกลงร่วมกันว่าจะใช้กระบวนการตรวจสอบรูปแบบใด เพื่อให้ผลการตรวจสอบเป็นที่ยอมรับและใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ โดยกระบวนการตรวจสอบจะเริ่มขึ้นภายใน 10 วันนับจากนี้ แม้จะไม่ขอเปิดเผยรายชื่อหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมตรวจสอบ แต่ยืนยันว่าจะใช้ผู้เชี่ยวชาญ และ ป.ป.ช. จะเป็นผู้กำกับดูแลการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
เมื่อพูดถึงเส้นทางการเงิน เกียรติศักดิ์ระบุว่ามีความซับซ้อนและละเอียดพอสมควร ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช. พอจะเห็นภาพปลายทางของเส้นเงินแล้ว “แต่ยังไม่ถึงนักการเมือง”
พร้อมย้ำว่า พยานหลักฐานที่มีในขณะนี้ ไม่มีการตัดตอนหรือละเว้นผู้ใด ป.ป.ช. จะดำเนินคดีกับทุกคนที่พบว่ามีความผิด แต่ขอยืนยันว่า “พยานหลักฐาน ณ วันนี้ ยังไม่เชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือ สส.”
นอกจากนี้ ยังตรวจพบทรัพย์สินในรูปแบบของทองคำ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตาม รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล โดยทรัพย์สินบางส่วนมูลค่าหลักร้อยล้านบาทได้ถูกอายัดไว้แล้ว
เกียรติศักดิ์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าเส้นทางการเงินและทรัพย์สินเชื่อมโยงไปถึงตัวอธิบดีหรือไม่ เนื่องจากเป็นรายละเอียดในสำนวนคดี และ ป.ป.ช. กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า ใครคือตัวการที่แท้จริงในคดีนี้ ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในสำนวนคือ ‘หัวหน้าหน่วย’
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ได้ให้ความเห็นว่าการสอบครั้งนี้พบการทุจริตจริง แต่ทาง ป.ป.ช. ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ จะถือเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกันหรือไม่
เกียรติศักดิ์อธิบายว่า ป.ป.ช. ไม่ได้เพิกเฉย แต่รับฟังความเห็นจากทุกหน่วยงานที่ส่งเรื่องมายัง ป.ป.ช. ภายในกรอบเวลา 30 วัน ซึ่งขณะนี้พยานหลักฐานจากทุกหน่วยงานล้วนสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวย้ำว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนช่วยเหลือในการทำงานของ ป.ป.ช. อย่างมาก และไม่ได้มีความขัดแย้งกันแต่อย่างใด เพียงแต่รูปแบบการทำงานของทั้งสองหน่วยงานมีความแตกต่างกัน ตำรวจมุ่งเน้นที่การดำเนินคดีและการจับกุมผู้ต้องหา ส่วน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับกระบวนการไต่สวน โดยทั้งสองหน่วยงานต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
ยัน ป.ป.ช. ไร้การเมืองแทรก-ไม่มีมวยล้มต้มคนดู
ทางด้าน มิรินทร์ รักชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวเสริมว่า ข้าราชการ ป.ป.ช. ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กระบวนการไต่สวนจะเป็นไปเพื่อผดุงความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด และจะไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองอย่างแน่นอน เนื่องจากคณะกรรมการไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย “ไม่มีฝ่ายการเมืองสีใดๆ มาแทรกแซงการดำเนินการของ ป.ป.ช. ได้”
ต่อข้อวิจารณ์จากสังคมที่มองว่า คดีนี้อาจลงเอยด้วยการเป็น ‘มวยล้มต้มคนดู’ มิรินทร์ยืนยันว่า จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งใดที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างเต็มที่ที่สุด


