วันนี้ (10 กรกฎาคม) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมประชุมหารือกับ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยคณะทำงาน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ หลังมีการตรวจพบจุดซุกซ่อนและพักยาเสพติดจำนวน 4 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเตรียมลักลอบส่งออกไปยังปลายทางที่ไต้หวันและออสเตรเลีย โดยการประชุมใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง
พ.ต.ต.สุริยา เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า หลังจากที่ดีเอสไอได้รับโอนคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานและคำให้การของ อาทิตย์ และ ทัดสะพอน สองสามีภรรยาที่ถูกจับกุมตัวได้ในจังหวัดเลยก่อนหน้านี้ ซึ่งได้ให้การซัดทอดถึงผู้ร่วมขบวนการ นำไปสู่การขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 4 ราย ประกอบด้วย ชาวลาว 3 ราย และคนไทย 1 ราย อย่างไรก็ตาม 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับเพิ่มในครั้งนี้ คือ แคล้ว ซึ่งเป็นคนสนิทของทัดสะพอน และได้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้แล้วก่อนหน้านี้
สำหรับผู้ต้องหาชาวลาวอีก 3 รายที่อยู่ระหว่างการหลบหนี ถือเป็นกุญแจสำคัญในฐานะต้นทางของการลักลอบนำยาเสพติดจาก สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงมาส่งมอบให้เครือข่ายฝั่งไทย ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ส. และ ดีเอสไอ กำลังประสานความร่วมมือกับทางการ สปป.ลาว อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพื่อล่าตัวเจ้าของยาเสพติดที่แท้จริง ซึ่งเป็นชาวลาวที่มีประวัติเคยถูกจับกุมดำเนินคดีด้านยาเสพติดในประเทศไทยมาแล้ว ทว่ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ในขณะนี้
เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมโยงกับคดีของ มีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ลักลอบขนเฮโรอีนไปยังออสเตรเลีย พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า จากการสืบสวนภาพรวมพบความเชื่อมโยงกันในส่วนของ ตัวกลาง และ ปลายทาง โดยมี อุทัย ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญ และเจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีบุคคลอื่นที่เชื่อมโยงระหว่างสองคดีนี้อีก แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าเป็นขบวนการเดียวกันทั้งหมดหรือไม่
นอกจากนี้ ในส่วนของคดีลักลอบส่งยาเสพติดไปไต้หวันและออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ รับหิ้วของ ได้แล้ว 4-5 ราย ซึ่งพบประวัติการรับจ้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งต่อคน สำหรับคดีของแอร์มีนานั้น ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) แต่หากการขยายผลในท้ายที่สุดพบว่าเป็นขบวนการเดียวกัน ก็สามารถโอนสำนวนมารวมเป็นคดีพิเศษของดีเอสไอได้
เลขาธิการ ป.ป.ส. เน้นย้ำในตอนท้ายว่า ป.ป.ส. และ ดีเอสไอ มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการกวาดล้างและทำลายโครงข่ายการนำพาเฮโรอีนและยาเสพติดทุกชนิดออกจากประเทศไทย โดยจะบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุด
ขอเตือนไปยังกลุ่มบุคคลที่ทำอาชีพ รับจ้างหิ้วของ ไปต่างประเทศว่า ไม่ว่าท่านจะทราบหรือไม่ว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ หรือแม้ของที่หิ้วจะไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลยก็ตาม การกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุก รวมถึงกรณีของแอร์มีนาด้วย จึงขอเตือนให้ผู้ที่ประกอบอาชีพในลักษณะนี้ยุติพฤติกรรมดังกล่าวทันที


