×

ส่องแนวโน้ม หุ้นจีน ท่ามกลางความขัดแย้ง ‘จีน-สหรัฐฯ’ รอบใหม่

03.08.2022
  • LOADING...
หุ้นจีน

ช่วงสองวันที่ผ่านมา ดัชนี หุ้นจีน อย่าง CSI 300 ปรับตัวลดลงราว 3.1% โดยมีปัจจัยกดดันใหม่เข้ามาคือ ความกังวลต่อความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ หลังจากที่ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนไต้หวัน ส่งผลให้ทางการจีนไม่พอใจอย่างมาก และได้เตือนไปยังสหรัฐฯ ว่าอาจจะมีการตอบโต้อย่างรุนแรง 

 

วิริยะชัย จิตตวัฒนรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่าย Private Wealth Management ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์ตลาด นำไปสู่การตกใจและเทขายหุ้นจีนออกมา อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักของหุ้นจีนในขณะนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า ทั้งจากหนี้เสียภาคอสังหาริมทรัพย์ และการระบาดของโควิด 

 

“ประเด็นการเดินทางของ แนนซี เพโลซี เป็นหนึ่งในข่าวร้ายที่เพิ่มเข้ามามากกว่า ถามว่าอะไรคือสิ่งที่น่ากังวล น่าจะเป็นเรื่องการตอบโต้ของจีน ซึ่งไม่น่าจะมีใครคาดเดาได้ 100%”

 

ก่อนหน้านี้ทางการจีนออกมาส่งสัญญาณในเชิงแข็งกร้าวว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ แต่ปัจจุบันยังคาดเดาได้ยากว่าสุดท้ายทางการจีนจะตัดสินใจตอบโต้อย่างไร หากจบลงแค่การซ้อมรบ ตลาดอาจจะไม่ได้กลัว แต่หากยืดเยื้อ ซึ่งมีโอกาสน้อย อย่างเช่นการใช้มาตรการทางการทหารที่รุนแรงขึ้น ถือเป็นกรณีเลวร้ายสุดที่อาจทำให้มุมมองของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทันที เพราะปัญหาในจีนกับไต้หวันจะกระทบต่ออุตสาหกรรมทั่วโลก 

 

ในมุมของการลงทุน หากมองมูลค่าหุ้นจีน อย่างดัชนี CSI 300 ปัจจุบันมี P/E 13 เท่า ถือว่าเป็นระดับที่ไม่ถูกไม่แพง ขณะที่กำไรยังมีแนวโน้มเติบโตได้ทั้งในปีนี้และปีหน้า แต่ความกังวลของนักลงทุนน่าจะอยู่ต่อไปอีกสักระยะ เพราะฉะนั้นการเข้าซื้อหุ้นจีนในเวลานี้เป็นการสะสมเพื่อลงทุนยาวมากกว่า แต่การเก็งกำไรระยะสั้นอาจจะยังไม่เหมาะ 

 

หุ้นจีนไม่น่าจะทำจุดต่ำสุดใหม่ แม้ความเสี่ยงรอบตัว

 

รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศและฟิวเจอร์ส บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในขณะนี้คาดเดาได้ยาก แต่คาดว่าจะไม่พัฒนาไปสู่ความรุนแรง เพราะทุกฝ่ายเห็นแล้วว่าสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เล็กกว่า ยังส่งผลกระทบหนัก

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นกระทบต่อตลาดหุ้นในเชิง Sentiment แต่เชื่อว่าสุดท้ายทุกคนจะกลับมาโฟกัสที่พื้นฐาน หลังจากหุ้นจีนปรับฐานลงมา 10% ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ คิดว่าไม่น่าจะทำจุดต่ำสุดใหม่ หากดู Valuation หุ้นจีนยังไปต่อได้ จีนเองยังคงใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย และไม่มีปัญหาเงินเฟ้อสูง” 

 

ทั้งนี้ การตัดสินใจเดินทางเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี แม้ว่าจะมีการเตือนจากจีนออกมาก่อนแล้ว ส่วนตัวมองว่าสหรัฐฯ ต้องการรักษาสถานะเบอร์หนึ่งของโลก เพราะหากตัดสินใจยกเลิกการเดินทาง ก็อาจจะกระทบต่อสถานะดังกล่าว และภาพของจีนในสายตาทั้งโลกอาจจะเปลี่ยนไปทันที 

 

แรงกดดันจากหุ้นใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent 

ช่วงเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ Alibaba Group Holding และ Tencent Holdings เป็นผู้ที่ช่วยให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับล้านล้านดอลลาร์ ผ่านการกระจายธุรกิจเข้าไปทุกซอกทุกมุมในโลกอินเทอร์เน็ต

 

อย่างไรก็ตาม ยุคของการเติบโตดูเหมือนจะยุติลงแล้ว เมื่อมีการคาดการณ์ว่า Alibaba จะรายงานรายได้ของไตรมาส 2/22 ลดลงเป็นครั้งแรกเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ Tencent เองก็คาดว่าจะรายงานตัวเลขรายได้ที่ลดลงเช่นเดียวกัน 

 

Marvin Chen นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence กล่าวว่า ไม่น่าแปลกใจที่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จะเป็นหนึ่งในไตรมาสที่แย่ที่สุดนับแต่การแพร่ระบาดของโควิดเริ่มต้นขึ้น ด้วยผลกระทบจากการล็อกดาวน์ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีเองก็ถูกกดดันจากมาตรการภาครัฐ ซึ่งเข้ามาคุมเข้มถึงกลุ่มลูกค้าของบริษัทอย่าง Alibaba

 

เช่น การเรียกเก็บภาษีจากสตรีมเมอร์ซึ่งขายของผ่านทางออนไลน์ โดยสั่งสินค้าผ่านทาง Alibaba หรือเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Li Jiaqi ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งลิปสติกก็ถูกแบนจากแพลตฟอร์ม Taobao ของ Alibaba รวมถึงกรณีที่ AliCloud ถูกตรวจสอบจากกรณีที่ทำข้อมูลของลูกค้าในเซี่ยงไฮ้หลุดออกไปเป็นจำนวนมาก 

 

ทั้งนี้ คาดว่า Alibaba จะรายงานผลประกอบการออกมาในวันพฤหัสบดี (4 สิงหาคม) โดยคาดว่ารายได้จะลดลง 1.2% อยู่ที่ 203.4 พันล้านหยวน หรือราว 3.01 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ของ Tencent มีแนวโน้มจะลดลง 1.7% 

 

Chen กล่าวต่อว่า จุดที่แย่ที่สุดของเศรษฐกิจจีนน่าจะผ่านไปแล้ว หลังจากการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ แต่การฟื้นตัวจะผันผวนอย่างมากจากสถานการณ์โควิด สำหรับบริษัทเทคโนโลยี การเติบโตของยอดขายอาจจะฟื้นตัวได้หลังจากนี้ แต่กำไรอาจจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการควบคุมต้นทุนและการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา 

 

งบไตรมาส 2/22 ของหุ้นจีนขนาดใหญ่ อาจเป็นจุดต่ำสุดแล้ว

 

รัฐศรัณย์กล่าวว่า แรงกดดันต่อผลประกอบการหุ้นจีนขนาดใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent เป็นผลจากเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ที่ออกมาแย่ และน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี ซึ่งกำไรของบริษัทเหล่านี้ก็น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีเช่นกัน 

 

หลังจากนี้ กำไรของบริษัทเหล่านี้น่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับ Alibaba มีประเด็นกดดันอื่นเพิ่มเติม คือประเด็นที่ ก.ล.ต.สหรัฐฯ เพิ่มรายชื่อ Alibaba เข้าไปในลิสต์บริษัทที่มีความเสี่ยงจะถูกถอดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

 

“ประเด็นนี้ทำให้นักลงทุนค่อนข้างตกใจ แต่การจะถูกถอดออกยังต้องผ่านการตรวจสอบอีก 3 ปี ส่วนตัวมองว่าประเด็นนี้คือประเด็นหลักที่กระทบต่อหุ้น Alibaba” 

 

ฟากคณะกรรมการของบริษัทก็เหมือนจะรู้อยู่ก่อนแล้ว เพราะเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการของ Alibaba มีมติที่จะยกสถานะหุ้น Alibaba ในฮ่องกงเป็น Primary Listing เทียบเท่ากับในสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้น Alibaba จะสามารถเข้าไปซื้อขายบน Stock Connect ได้ เอื้อให้นักลงทุนจีนสามารถซื้อหุ้นได้โดยตรง 

 

“กรณีความเสี่ยงต่อการถูกถอดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เชื่อว่าท้ายที่สุดจะหาทางออกได้ เพราะทางการจีนก็เริ่มประนีประนอมกับสหรัฐฯ มากขึ้น อย่างเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการแก้กฎหมายเพื่ออนุญาตให้ผู้สอบบัญชีต่างชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทจีนได้” 

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising