รถยนต์นับล้านคันต้องจอดนิ่ง หลายประเทศประกาศห้ามประชาชนขับรถในวันอาทิตย์ ขณะที่ผู้คนต่อคิวยาวเหยียดตามปั๊มน้ำมัน ภาพเหล่านี้คือ ‘ฝันร้าย’ ของเศรษฐกิจโลกในปี 1973 เมื่อชาติอาหรับใช้พลังงานเป็นอาวุธ คว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันต่อชาติตะวันตกจากสงครามตะวันออกกลาง จนนำไปสู่วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่ของโลก
กล่าวได้ว่า สถานการณ์ในวันนั้นอาจไม่ต่างจากวันนี้ เมื่อสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน สร้างอาฟเตอร์ช็อกสั่นสะเทือนวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่ดอกเบี้ยบ้านในสหรัฐฯ ที่ขยับสูงขึ้น ป้ายน้ำมันหมดในหลายประเทศ ไปจนถึงต้นทุนปุ๋ยของเกษตรกรในยุโรปที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นเลือดใหญ่ของตลาดพลังงานที่ลำเลียงน้ำมันราว 20% ของการค้าทางทะเลทั่วโลก กำลังเผชิญภาวะหยุดชะงักจากความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลาง ทำให้โลกอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงอย่างวิกฤตการณ์น้ำมัน หรือ ‘Oil Shock’ ครั้งใหม่
คำถามที่ตามมาคือ Oil Shock ครั้งนี้จะรุนแรงเพียงใด แตกต่างจากอดีตมากน้อยแค่ไหน และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร รวมถึงไทยอยู่ตรงจุดใดของความปั่นป่วนครั้งนี้ THE STANDARD ชวนย้อนบทเรียนจากวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 และมองฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางปี 2026
Oil Shock คืออะไร
Oil Shock คือภาวะราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน รวดเร็ว และรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญภายในระยะเวลาสั้นๆ โดยมีสาเหตุจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของอุปทาน และความต้องการของพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งมักทำให้เกิดผลกระทบตามมา คือ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) จากภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) และเศรษฐกิจโตช้า
แนวคิด Oil Shock ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลายจาก 2 เหตุการณ์ในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา โดยครั้งแรกคือปี 1973 เมื่อกลุ่มประเทศ OPEC ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันต่อสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้อุปทานน้ำมันโลกหดตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่า หรือ 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จาก 3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สหรัฐฯ และหลายประเทศเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง
ส่วนครั้งที่สองคือการปฏิวัติอิหร่าน (Iranian Revolution) ในปี 1979 แม้เตหะรานจะผลิตน้ำมันต่ำลง ขณะที่อุปทานโลกลดลงเพียง 4% แต่ปรากฏว่า ความตื่นตระหนกของภาคการตลาดทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 2 เท่าภายใน 1 ปี หรือราคาแตะเกือบ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ในช่วงที่ผ่านมา มีความเชื่อหนึ่งที่ฝังรากลึกในแวดวงเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และถูกตอกย้ำโดยสื่อระดับโลกอย่าง The Economist ว่า ฝันร้ายที่ชื่อ Oil Shock ได้กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตไปแล้ว เพราะนักวิชาการส่วนใหญ่ต่างมั่นใจว่า โลกในปี 2026 มี ‘เกราะป้องกัน’ ที่แข็งแกร่งต่างจากในวันวาน กล่าวคือ 2 เหตุการณ์ในทศวรรษ 1970 เกิดขึ้นในบริบทที่ภาคพลังงานกระจุกตัวที่ตะวันออกกลาง และวิทยาการต่างๆ ยังไม่ได้ก้าวหน้าแบบทุกวันนี้
อย่างไรก็ดี ความเชื่อดังกล่าวเปลี่ยนไป เพราะสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่เป็นทางการ โดยสื่อและผู้เชี่ยวชาญได้ฉายภาพให้เห็นว่า นี่คือบทพิสูจน์ของภาคพลังงานโลก และอาจรุนแรงกว่าเหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้งในทศวรรษ 1970
ทำไมการปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงกลายเป็น Oil Shock ครั้งใหม่?
น่าสนใจว่า บทวิเคราะห์ของ The Economist และ New York Times ชี้ตรงกันว่า วิกฤตน้ำมันครั้งนี้เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางคอขวดทางพลังงานที่ขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก หลังปฏิบัติการถล่มอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้การเดินเรือในช่องแคบหยุดชะงัก น้ำมันจำนวนมหาศาลจึงไม่สามารถออกจากอ่าวเปอร์เซียได้ ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกตึงตัวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 สื่ออธิบายวิกฤตครั้งนี้ผ่านคนละมุมมอง โดย The Economist เน้นอธิบายเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานว่า การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดปรากฏการณ์ ‘Supply Shock’ หรือภาวะอุปทานสินค้าในตลาดลดลงอย่างฉับพลันจากสงครามและการหยุดการขนส่ง ทำให้สินค้ามีน้อยและราคาพุ่งสูง จนเกิดผลกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง และเสี่ยงทำให้โลกเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูงเหมือนในช่วงทศวรรษ 1970
ขณะที่ New York Times ชี้ให้เห็นผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คือสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทุกฝ่ายหวาดกลัวมาโดยตลอด เพราะเมื่อการเดินเรือถูกขัดขวาง ผลกระทบก็ลามไปทั้งระบบเศรษฐกิจ เช่น ค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูง, ค่าเบี้ยประกันเรือสูงขึ้น และระบบห่วงโซ่อุปทานโลกชะงัก เป็นเหตุให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งอาหาร, ยา, ตั๋วเครื่องบิน, ไฟฟ้า ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์
ส่วน The Guardian มองว่า วิกฤตในครั้งนี้ยังขยายตัวไปยังภาคพลังงานอื่นๆ อย่างโครงสร้างพื้นฐานและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ตะวันออกกลาง โดยวิเคราะห์ว่า การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซทำให้การส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียติดขัด ผู้ผลิตบางประเทศต้องปิดบ่อน้ำมัน เพราะส่งออกไม่ได้ ขณะที่สงครามทำให้การผลิตก๊าซ LNG ในกาตาร์หยุดชะงัก ราคาก๊าซในยุโรปจึงพุ่งสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกโจมตีและตกเป็นเป้าหมายทางการทหาร เช่น ท่าเรือส่งออก, โรงงาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน
เพราะเหตุใด Oil Shock 2026 แตกต่างและรุนแรงกว่ายุค 1970?
ก่อนจะทำความเข้าใจว่า ทำไมโลกต้องกังวลกับ Oil Shock แล้วสถานการณ์ในปี 2026 จะแตกต่างจากปี 1973 อย่างไร ต้องย้อนกลับไปอธิบายสถานการณ์ในอดีตว่า หลังกลุ่มประเทศตะวันออกกลางคว่ำบาตรสหรัฐฯ และชาติตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์ ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
อย่างกรณีสหรัฐฯ อดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศใช้นโยบายสุดโต่งอย่าง ‘Daylight Saving Time’ หรือการปรับให้ทุกคนใช้ชีวิตเร็วขึ้นถึง 1 ชั่วโมง โดยเชื่อกันว่า ประชาชนจะใช้ไฟฟ้าน้อยลง และพึ่งพาแสงสว่างได้นานขึ้น ผลที่ตามมาคือ ทุกคนไปทำงานตั้งแต่เช้ามืด จราจรติดขัดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
ในเวลานั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ยังประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินลดการใช้น้ำมัน บางสถานีจำกัดปริมาณจำหน่าย รถต้องต่อแถวยาวในปั๊ม จนเกิดเรื่องราวร้องเรียนใหญ่โตถึงการโก่งราคาสินค้า ขณะที่รัฐบาลก็ร้องขอให้ชาวอเมริกันลดการใช้พลังงาน เช่น เครื่องทำความร้อน, ลดความเร็วในการขับรถ และลดการเปิดไฟ โดยย้ำว่า นี่คือการ ‘เสียสละ’ ของคนในชาติ จนมีคำพูดตลกติดปากนิกสันว่า อุณหภูมิ 18-20 องศาเซลเซียส ‘ดีต่อสุขภาพ’ มากกว่าอุณหภูมิ 23-26 องศา
ขณะที่บางประเทศในยุโรปสั่งห้ามประชาชนขับรถในวันอาทิตย์ ส่วนญี่ปุ่น ประเทศมหาอำนาจในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือกับความมั่นคงของชาติจากวิกฤตพลังงานขาดแคลน
แม้เรายังไม่เห็นภาพโกลาหลในสหรัฐฯ เหมือนในอดีต แต่ เอ็มเม็ตต์ ลินด์เนอร์ (Emmett Lindner) ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของ New York Times กลับชี้ว่า สถานการณ์ครั้งนี้อาจเลวร้ายกว่า Oil Shock ครั้งที่ผ่านมา โดย บ๊อบ แม็กแนลลี (Bob McNally) ประธานบริษัทวิจัยพลังงาน Rapidan Energy Group ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ในปี 1973 เกิดจากการบริหารจัดการวิกฤตที่ผิดพลาดของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ปัจจุบัน โลกสูญเสียอุปทานน้ำมันมากกว่าในอดีตหลายเท่าตัว
แม็กแนลลีฉายภาพให้เห็นว่า ในปี 1973 ปริมาณน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรคิดเป็นเพียง 7% ของการใช้น้ำมันทั่วโลก ซึ่งมุ่งเป้าไปยังบางประเทศเท่านั้น เท่ากับว่า สหรัฐฯ ยังสามารถซื้อน้ำมันจากประเทศอื่นได้
แต่ในปัจจุบัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้อุปทานน้ำมันโลกถึง 20% ตกอยู่ในความเสี่ยง อีกทั้งสงครามยังไม่มีวี่แววจะยุติ เพราะสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านต่างยืนหยัดเผชิญหน้ากัน
แม็กแนลลียังมองสถานการณ์ในระยะยาวว่า แม้ความขัดแย้งจะยุติเร็ว แต่อุปทานโลกไม่ได้ฟื้นตัวเร็วขนาดนั้น ขณะที่โลกเสี่ยงเผชิญเงินเฟ้อระยะยาว เนื่องจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ดีเซลไปจนถึงปุ๋ย ซึ่งอาจกระทบไปยังราคาสินค้าอื่นๆ จนเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญสงครามการค้าจากสหรัฐฯ อยู่
การประเมินของแม็กแนลลียังสอดคล้องกับบริษัท S&P Global ที่ระบุว่า สงครามทำให้อุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียลดลงประมาณ 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สำนักพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) ปล่อยน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ของตลาดน้ำมันโลก
แต่ข่าวดีก็คือ บริบทในปี 2026 ต่างจากทศวรรษ 1970 เพราะโลกมี ‘กันชน’ รับแรงกระแทกมากกว่าในอดีต ด้วย 3 เหตุผล
1.โลกใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น เช่น รถยนต์ใช้น้ำมันลดลงน้อยกว่าแต่ก่อน
- โลกมีคลังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ ถือเป็นวิวัฒนาการสำคัญจากวิกฤตในปี 1973 ทำให้หลายประเทศสร้างคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉิน เช่น สหรัฐมีคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ขณะที่ประเทศสมาชิก IEA มีปริมาณน้ำมันสำรองประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล
- โลกมีพลังงานทางเลือกมากขึ้น ต่างจากยุค 1970 ที่พึ่งพาน้ำมัน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานหมุนเวียน และก๊าซธรรมชาติ
ราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูง ผู้เชี่ยวชาญมอง ‘เอเชีย’ รับแรงกระแทกจากวิกฤตหนักสุด
ปัจจุบัน ราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้น โดย Brent Crude ปรับราคาขึ้นสูงสุดถึง 3% หรือมากกว่า 106 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ก่อนจะปรับระดับลดลงในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งอยู่ที่ 104.63 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
แต่ข่าวร้ายสำหรับประเทศไทย คือผู้เชี่ยวชาญต่างวิเคราะห์ว่า เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่รับแรงกระแทกจากวิกฤตน้ำมันมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการขนส่งพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซอันดับต้นๆ
ทั้งนี้ ดีปาลี ภารกวา (Deepali Bhargava) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของ ING ประเมินว่า ประเทศที่จะได้รับความเสี่ยงมากที่สุด ได้แก่ ไทย, ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ส่วนกลุ่มที่จะรับมือได้ดีที่สุด คือ สิงคโปร์, อินเดีย, ไต้หวัน และจีน
ดีปาลีมองว่า ไทยและเกาหลีใต้เสี่ยงมากที่สุด เพราะมีดุลการค้าน้ำมันและก๊าซติดลบมากที่สุดในเอเชีย ส่วนฟิลิปปินส์มีพลังงานสำรองจำกัด ราคาน้ำมันพุ่งสูงเร็ว และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ขณะที่สิงคโปร์และไต้หวันจะรับแรงกระแทกได้ดีที่สุด เพราะมีภาคการคลังแข็งแกร่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง และรัฐบาลมีงบประมาณช่วยเหลือประชาชน
นอกจากนี้ จีนและอินเดียในฐานะมหาอำนาจประจำภูมิภาค มีพลังงาน ‘ถ่านหิน’ ที่ใช้มากถึง 50% และสามารถทดแทนทรัพยากรน้ำมันได้
ดีปาลียังมองว่า ก๊าซ LNG คือจุดอ่อนใหม่ของเอเชีย เพราะหลายประเทศอาจยังรับมือปัญหาคลังน้ำมันในระยะสั้นได้ แต่ปริมาณสำรอง LPG และ LNG ค่อนข้างต่ำ จะเห็นได้จากราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นถึง 70% ตั้งแต่สงครามเริ่ม โดยประเทศที่พึ่งพาก๊าซเหล่านี้สูงคือ ไทย, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
ภาพ: Issei Kato / Reuters
อ้างอิง:
- https://diversification.com/term/oil-shocks
- https://www.theguardian.com/business/2026/mar/15/middle-east-oilfield-shutdowns-prices-high-iran-war-strait-of-hormuz
- https://www.wsj.com/economy/oil-shock-hits-an-economy-already-showing-cracks-bf7e385d
- https://www.economist.com/briefing/2026/03/12/the-damage-to-the-world-economy-from-the-iran-war-will-be-severe-but-uneven
- https://www.nytimes.com/2026/03/12/business/economy/iran-oil-shock-economy-global-impact.html
- https://www.nytimes.com/2026/03/13/world/middleeast/oil-supply-shock-1973-embargo.html
- https://www.theguardian.com/business/2026/mar/15/middle-east-oilfield-shutdowns-prices-high-iran-war-strait-of-hormuz
- https://www.bbc.com/culture/article/20251231-how-the-1973-oil-crisis-made-nixon-rethink-time
- https://think.ing.com/articles/oil-shock-for-asia-identifying-the-first-pressure-points/


