×

เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ เปิด 4 ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น จับตาเอเชียกระทบหนัก เสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว

10.03.2026
  • LOADING...
ภาพวิกฤตน้ำมันจากความตึงเครียดตะวันออกกลางกระทบเอเชียหนัก เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความไม่สงบในอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อย โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งแตะ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นกว่า 15.6% และน้ำมันดิบ WTI ทะลุ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นราว 17% ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างไร

 

ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าด้านพลังงานที่สำคัญมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 17-20% ของการส่งออกพลังงานโลก ทั้งในส่วนของน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และ LNG

 

เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางนี้ ซาอุดีอาระเบียได้เตรียมท่อขนส่งน้ำมันเชื่อมจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกเพื่อออกสู่ทะเลแดง (East-West Pipeline) ซึ่งมีความจุราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

โดยปัจจุบันใช้งานอยู่ 2 ล้านบาร์เรล และยังเหลือพื้นที่รองรับได้อีก 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ก็มีท่อขนส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไปยังอ่าวโอมาน ความจุ 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปัจจุบันใช้งานอยู่ราว 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ท่อขนส่งของทั้งสองชาติจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ราว 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ก็คิดเป็นเพียง 25-30% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น

 

ขณะที่สถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงและมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีรายงานว่าอิหร่านพยายามโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ขนส่งและกักเก็บน้ำมันของฝั่งซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ แม้จะเลี่ยงไปขนส่งผ่านฝั่งทะเลแดง แต่ก็ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังของอิหร่าน หรือหากจะเปลี่ยนไปใช้เส้นทางคลองซูเอซ ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของเรือขนส่งน้ำมันที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะแล่นผ่านได้ ปัจจัยกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

จับตาเอเชียรับผลกระทบหนัก จับตา ‘ดีเซล’ ตัวเร่งเงินเฟ้อ

 

ภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้คือ เอเชีย เนื่องจากเป็นปลายทางหลักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะเป็น จีน, อินเดีย, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น รวมถึงไทย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายในอ่าวเปอร์เซียส่วนใหญ่เป็น แนฟทา (Naphtha), น้ำมันเจ็ท และน้ำมันดีเซล

 

SCB EIC ประเมินว่า ปัจจุบันส่วนต่างราคา (Spread) ระหว่างน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบเบรนท์ถ่างขึ้นมาก ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลก็อาจพุ่งสูงไปถึง 160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อิงจากช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่วนต่างราคาเคยพุ่งบวกไปถึง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ น้ำมันดีเซลถือเป็นต้นทุนหลักในการขนส่งเชิงพาณิชย์ หากราคาปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง จะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในระยะถัดไป

 

เปิด 4 ฉากทัศน์ราคาน้ำมันโลก SCB EIC ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) ของสงครามในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันไว้ 4 กรณี ดังนี้

 

  • จบเร็วด้วยการเจรจา (ภายใน 2 สัปดาห์) โอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย เนื่องจากผู้นำคนใหม่ของอิหร่านเป็นทายาทของผู้นำเดิมที่ถูกสหรัฐฯ สังหาร ทำให้การเจรจาพูดคุยเป็นไปได้ยาก หากเกิดขึ้น ราคาน้ำมันจะกลับสู่ระดับพื้นฐานที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดเดิมอยู่ในภาวะที่มีอุปทานเติบโตแซงหน้าความต้องการ
  • ยืดเยื้อ 2-6 สัปดาห์ (กรณีฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด) สอดคล้องกับกรอบเวลาปฏิบัติการทางทหารที่โดนัลด์ ทรัมป์เคยประกาศไว้ที่ราว 4 สัปดาห์ ซึ่งในกรณีนี้จะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • ยืดเยื้อมากกว่า 6 สัปดาห์ จะผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค (Tail Risk) โอกาสเกิดได้ยากแต่มีความรุนแรงสูงมาก ราคาน้ำมันจะทะลุระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป ซึ่งทาง Goldman Sachs เคยประเมินตามโมเดลคร่าวๆ ว่า หากอุปทานน้ำมันหายไป 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นเวลา 1 ปี จะดันราคาเพิ่มขึ้น 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าพรีเมียมความเสี่ยงและค่าระวางเรือที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก

 

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน (ราว 4 เดือนขึ้นไป เช่นเดียวกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน) จะทำให้เกิดภาวะอุปสงค์ถดถอย (Demand Destruction) ผู้คนทนรับราคาไม่ไหวจนความต้องการใช้ลดลง และจะดึงให้ราคาน้ำมันค่อยๆ ปรับลดระดับลงมาในที่สุด

 

รัฐบาลไทยมีกลไกรับมืออย่างไร? สำหรับการเตรียมความพร้อมและการรับมือของประเทศไทยต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน มีหลายมิติ ดังนี้

 

  • ระงับการส่งออกน้ำมันบางส่วน: รัฐบาลมีมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันแล้ว (ยกเว้นการส่งออกไปยัง สปป.ลาว เนื่องจากไทยมีข้อตกลงและต้องพึ่งพาแหล่งผลิตไฟฟ้าจากฝั่งลาว จึงต้องประนีประนอมในส่วนนี้)
  • กระจายแหล่งจัดหาน้ำมัน (Diversification): กลุ่มผู้ผลิตและโรงกลั่นพยายามเร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา, แอฟริกาตะวันตก, ออสเตรเลีย และมาเลเซีย
  • กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: หากกองทุนฯ ชดเชยราคาน้ำมันดีเซลที่ระดับ 4 บาทต่อลิตร กองทุนจะมีความสามารถพยุงราคาได้ราว 8 เดือน (ภายใต้เพดานการกู้เงินที่ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท) แต่หากต้องชดเชยหนักถึงเกือบ 10 บาทต่อลิตร (เหมือนช่วงต้นเดือนมีนาคม) จะพยุงได้เพียง 3 เดือน และยิ่งหากราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วอย่างในปัจจุบัน ระยะเวลาที่กองทุนจะช่วยได้อาจลดลงเหลือเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น
  • การใช้ไบโอดีเซล: ภาครัฐเตรียมนำไบโอดีเซล เช่น B1 มาช่วยผสมเพื่อลดสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบลง
  • การลดภาษีสรรพสามิต: ปัจจุบันมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่เกือบ 7 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงพลังงานมองว่าอาจเป็นส่วนที่สามารถนำมาลดทอนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนในช่วงภาวะสงครามได้

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังไม่มีใครทราบจุดสิ้นสุดที่แน่ชัด ภาคธุรกิจและประชาชนไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของต้นทุนพลังงานและการบริหารจัดการเงินเฟ้อที่อาจเป็นความท้าทายในระยะยาว

 

ภาพ: Gergitek / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories