วันนี้ (16 มีนาคม) ทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สังเกตการณ์บรรยากาศบริเวณสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พบภาพประชาชนจำนวนมากนำยานพาหนะมาต่อคิวรอเติมน้ำมันเชื้อเพลิงกันอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์การแห่กักตุนเชื้อเพลิงในครั้งนี้ มีรากฐานมาจากความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่อเค้ายืดเยื้อและทวีความรุนแรง ผนวกกับกระแสข่าวการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ ปัจจัยที่ซ้อนทับกันเหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น เกรงว่าปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ และหวั่นเกรงว่าราคาเชื้อเพลิงจะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันในระยะเวลาอันใกล้นี้
จากการลงพื้นที่พูดคุยเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนที่มารอรับบริการ ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม (ชา-กาแฟ) รายหนึ่ง ได้เปิดเผยความรู้สึกกับผู้สื่อข่าวโดยระบุว่า สถานการณ์ภัยสงครามในต่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะเกิดความตื่นตระหนก เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้กินระยะเวลายาวนานและส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้
ประชาชนรายนี้ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวันว่า ขณะนี้ต้นทุนสินค้าอุปโภคพื้นฐานและบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมี เริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้นแล้ว อาทิ ถุงพลาสติกร้อน ถุงหิ้ว และหนังยางรัดของ ที่ผู้ค้าส่งได้ปรับราคาขึ้น 5-10 บาท ยิ่งไปกว่านั้น ทางร้านตัวแทนจำหน่ายก๊าซหุงต้มยังได้แจ้งเตือนล่วงหน้าว่าในสัปดาห์หน้า ก๊าซหุงต้มจะมีการขยับราคาขึ้นอีก 15 บาท
สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าผลกระทบจากสงครามกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเราเรื่อยๆ และสะท้อนให้เห็นว่าค่าครองชีพของประชาชนระดับรากหญ้ากำลังแบกรับภาระจากวิกฤตพลังงานโลกโดยตรง











