วันนี้ (27 มีนาคม) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง การดูแลมาตรการค่าครองชีพ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยมีตัวแทนจาก 4 หน่วยงานหลักร่วมชี้แจง รายละเอียดดังนี้
🔴 สภาพัฒน์ฯ ยันน้ำมันสำรองเพียงพอ เร่งศึกษาปรับแผนส่งออก
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันร่วมกับดีเอสไอ และพาณิชย์จังหวัด ใน 7 จังหวัด 22 จุด พบว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมัน (Jobber) ทั้งแบบซื้อมาขายไปและแบบมีคลังน้ำมันเป็นของตนเอง ยังคงดำเนินการซื้อขายและจ่ายน้ำมันตามปกติ โดยมีน้ำมันคงคลังเฉลี่ยหลักหมื่นลิตร และไม่พบความผิดปกติของการกักตุนแต่อย่างใด
สำหรับการตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของผู้ค้ามาตรา 7 จำนวน 2 แห่งในจังหวัดสงขลา พบว่ามีปริมาณน้ำมันคงเหลือไม่ถึง 50% หรือราว 10 ล้านลิตร จากความจุทั้งหมด 25-28 ล้านลิตร โดยมีข้อมูลการซื้อขายและจัดส่งถูกต้อง เปิดรับน้ำมันได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีการแสดงราคาอย่างชัดเจน แม้สถิติเดือนมีนาคมจะมียอดส่งออกสูงขึ้น แต่ยังถือว่าบริหารจัดการได้ตามปกติ
ในส่วนของสถานีบริการน้ำมัน จากการสำรวจ 550 แห่งทั่วประเทศ พบว่าปั๊มที่น้ำมันขาดแคลนลดลงจาก 450 แห่ง เหลือ 390 แห่ง ซึ่งคาดว่าสถานีที่น้ำมันหมดในช่วงเช้าจะได้รับการเติมเต็มและกลับมาให้บริการประชาชนได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว
ด้านปริมาณน้ำมันดิบสำรองในประเทศ ยืนยันว่ามีเพียงพอต่อการใช้งาน โดยปัจจุบันมีน้ำมันเข้าคลังแล้ว 4,231 ล้านลิตร เพียงพอไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ และจะมีเข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่องอีก 4 ล้านบาร์เรล รวมถึงในเดือนเมษายน อีก 24 ล้านบาร์เรล และเดือนพฤษภาคม อีก 8 ล้านบาร์เรล ทำให้มั่นใจได้ว่าความต้องการใช้ในประเทศจะไม่ขาดแคลน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ฯ ศึกษาแนวทางการระงับการส่งออกน้ำมันที่กลั่นในประเทศ ปัจจุบันส่งออกไปลาว 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา 2.2 แสนลิตรต่อวัน โดยอาจปรับเปลี่ยนเป็นการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพื่อส่งผ่านไปยังลาวแทน ซึ่งจะช่วยดึงน้ำมันกลับมาสำรองใช้ในประเทศได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 ล้านลิตรต่อวัน
🔴 กรมธุรกิจพลังงาน งัดกฎกระทรวงคุมเข้ม สั่งผู้ค้าโชว์สต๊อกรายวัน-เช็กยิบเส้นทางขนส่ง
วุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน รายงานภาพรวมสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 1-24 มีนาคม 2569 ว่า น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว มียอดผลิตเฉลี่ย 81.51 ล้านลิตรต่อวัน ยอดจำหน่าย 81.63 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออก 4.55 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่น้ำมันเบนซิน มียอดผลิต 37.12 ล้านลิตรต่อวัน ยอดจำหน่าย 35.10 ล้านลิตรต่อวัน โดยไม่มีการส่งออกเลย
เพื่อความโปร่งใส กรมฯ ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จัดส่งข้อมูลการรับ-จ่ายน้ำมันของคลังทั้ง 92 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นคลังสำรองตามกฎหมาย 53 แห่ง และคลังผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10 อีก 39 แห่ง จัดทำรายงานการรับ-จ่ายเพิ่มเติม โดยต้องระบุสถานที่จัดส่งปลายทางและหมายเลขทะเบียนรถขนส่งอย่างละเอียด เพื่อส่งข้อมูลให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้ตรวจสอบป้องกันการลักลอบหรือกักตุน
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ (มีผล 26 มีนาคม) บังคับให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ต้องแสดงราคาและปริมาณน้ำมันคงเหลือของโรงกลั่นและคลังน้ำมันทุกแห่ง และต้องรายงานราคาข้อมูลการขายพร้อมสต๊อกคงเหลือรายวันให้กรมฯ ทราบภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน
สาระสำคัญของประกาศดังกล่าวยังระบุให้ผู้ค้าต้องขายน้ำมันไม่เกินราคาที่แสดงไว้ และต้องไม่สูงกว่าราคาแนะนำของ สนพ. พร้อมทั้งบังคับให้โรงกลั่นรายงานต้นทุนการผลิตทุกวันศุกร์ก่อนเวลา 12.00 น. และต้องลงบันทึกข้อมูลการขนส่งทุกครั้งผ่านระบบตรวจสอบการขนส่ง (Fuel DM) แบบเรียลไทม์ ย้อนหลังไปจนถึง 1 กุมภาพันธ์ 2569
กรมฯ ยังได้เร่งพัฒนาแอปพลิเคชัน Fuel DM เพื่อให้เจ้าของปั๊มรายงานสถานะน้ำมันว่ามีจำหน่ายปกติหรือขาดแคลน ซึ่งจะนำไปบูรณาการร่วมกับแอปพลิเคชันทางรัฐของ DGA เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะปั๊มน้ำมันได้แบบเรียลไทม์
🔴 พาณิชย์ ลุยตรวจจับฉวยโอกาสขึ้นราคา จ่อชง ครม. คุมเข้มสินค้าเพิ่ม 7 รายการ
กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการดูแลค่าครองชีพว่า กระทรวงฯ ได้ร่วมกับพานิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวดทุกวันเพื่อป้องกันการกักตุน โดยตั้งแต่วันที่ 1-26 มีนาคม ได้รับเรื่องร้องเรียน 410 กรณี ตรวจสอบแล้ว 187 กรณี พบกลุ่มที่เข้าข่ายขายแพงเกินควร 44 กรณี ซึ่งกำลังเรียกดูต้นทุน หากพบการกระทำผิดจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน กระทรวงฯ เตรียมเปิดตัวโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ร่วมกับห้างโมเดิร์นเทรด จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าจำเป็น เช่น สินค้าอุปโภค (สบู่ แชมพู) ลดสูงสุด 50% และสินค้าบริโภค (ข้าวสาร อาหารกระป๋อง) ลดสูงสุด 25% ซึ่งจะช่วยกระจายสินค้าราคาถูกไปยังร้านโชห่วยรายย่อยด้วย
นอกจากนี้ จะขยายผลควบคู่ไปกับโครงการ ‘ธงฟ้าราคาประหยัด’ ที่จะขยายจุดจำหน่ายให้ครอบคลุมถึงระดับอำเภอทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มความถี่ในการจัดงาน และมีโครงการ ‘ปุ๋ยธงเขียวพลัส’ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกรโดยตรง
พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มรายการสินค้าและบริการควบคุม จาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ เช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอทำประชาพิจารณ์ 7-15 วัน ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ให้เร็วที่สุด
พร้อมกันนี้ ยังได้จัดกลุ่มสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคาเพิ่มเติม อาทิ กระดาษชำระ แชมพู ผ้าอนามัย สบู่ และน้ำปลาขวด ทั้งนี้ ประชาชนที่พบเห็นการเอาเปรียบทางการค้า สามารถแจ้งสายด่วนกระทรวงพาณิชย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
🔴 กต. เร่งประสานช่วย 3 ลูกเรือไทยกลางสมรภูมิ
ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ รายงานสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่ายังคงตึงเครียด แม้สหรัฐฯ จะขยายเวลาชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านออกไปอีก 10 วัน (จนถึง 6 เมษายน) และการเจรจายังดำเนินอยู่ แต่กระทรวงฯ ยังคงย้ำเตือนให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพออกมาโดยเร็วที่สุด
สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือชาวไทย 3 คน บนเรือมยุรี นารี กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้กระบวนการให้ความช่วยเหลือยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง
ปาณิดลยอมรับว่า การช่วยเหลือและกู้เรือในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบรุนแรง ทางการไทยจำเป็นต้องเคารพและเชื่อมั่นในกระบวนการของอิหร่านและโอมานที่รับปากว่าจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ส่วนการจัดการศพแรงงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอล ร่างของผู้เสียชีวิตจะถูกส่งกลับถึงประเทศไทยในวันนี้ (27 มีนาคม) เวลา 12.45 น. ด้วยเที่ยวบินของสายการบินแอลอัล (El Al)
ขณะเดียวกัน สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน ยังคงติดต่อและให้ความช่วยเหลือคนไทยในอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมียอดคนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วรวมทั้งสิ้น 1,501 คน และขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามประกาศจากทางการอย่างเคร่งครัด


