เชื่อหรือไม่ว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 1970–2020) ประชากรสัตว์ป่าทั่วโลกที่ WWF ติดตามไว้มีจำนวนลดลงเฉลี่ยถึง 73% จากรายงาน Living Planet Report 2024 ซึ่งสำรวจประชากรสัตว์มีกระดูกสันหลังเกือบ 35,000 ประชากร จาก 5,495 สายพันธุ์ทั่วโลก
สาเหตุหลักมาจากการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะการขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของระบบอาหารโลก ซึ่งส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติสูญเสียไปมหาศาล และทำให้ประชากรสัตว์ทั้งบนบกและในน้ำถูกรุกรานอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ โลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับได้ (Ecological Tipping Points) เช่น การยืนต้นตายของป่าแอมะซอน และการฟอกขาวอย่างรุนแรงของแนวปะการัง ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารและระบบภูมิอากาศของมนุษย์ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังสั่นคลอนระบบเศรษฐกิจโลกโดยตรงเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น โมเดลการอนุรักษ์แบบเดิมเริ่มมีข้อจำกัด มนุษย์เคยแบ่งโลกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือพื้นที่เศรษฐกิจที่นำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ได้ อีกฝั่งคือ ‘เขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย’ ที่กั้นรั้วไว้เพื่อปกป้องธรรมชาติ แนวคิดนี้เห็นได้จากการแบ่งเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของไทยออกเป็นเขตอนุรักษ์ เขตเศรษฐกิจ และเขตเกษตรกรรม ซึ่งสะท้อนกรอบคิดแบบแบ่งขั้วที่ใช้กันมานาน
ปัจจุบัน พื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายทั่วโลกครอบคลุมเพียง 16% บนบก และ 8% ในมหาสมุทรเท่านั้น ยังห่างไกลจากเป้าหมาย “30×30” ภายใต้กรอบ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ที่ตั้งเป้าคุ้มครองธรรมชาติให้ได้ 30% ภายในปี 2030
การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ โลกต้องยกระดับการดูแลระบบนิเวศบนบกและแหล่งน้ำในแผ่นดินเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และเพิ่มพื้นที่ดูแลทางทะเลและชายฝั่งสูงถึง 4 เท่า

OECMs เครื่องมือปลดล็อกการอนุรักษ์พื้นที่นอกเขตคุ้มครอง
ช่องว่างนี้เองที่ผลักดันให้เกิดกลไกใหม่อย่าง Biodiversity Credit, Nature Positive Economy และ Green Corridor
รวมไปถึงแนวคิด OECMs (Other Effective Area-Based Conservation Measures) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งสหประชาชาติ (CBD) ในฐานะ ‘พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตคุ้มครอง’ ซึ่งเป็นแนวคิดเยียวยาโลกด้วยการดึงศักยภาพของพื้นที่ภาคเอกชน ในการพลิกฟื้นและบ่มเพาะให้เป็นพื้นที่ที่สามารถโอบอุ้ม หล่อเลี้ยง และส่งต่อลมหายใจให้กับพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตได้อย่างแท้จริง
กลไกนี้จึงกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมาย 30×30 ระดับโลก ข้อมูลจากเว็บไซต์ World Database on Protected Areas (WDPA) ณ วันที่ 1 กันยายน 2025 ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีพื้นที่ OECMs กว่า 6,000 แห่ง
ทำไมโลกและเศรษฐกิจจึงต้องพึ่งพา OECMs
ในมุมเศรษฐศาสตร์ โลกและระบบเศรษฐกิจแยกขาดจากธรรมชาติไม่ได้ ตัวเลขจากหลายฝ่ายชี้ไปทางเดียวกัน ทั้งสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่ระบุว่า GDP โลกกว่าครึ่งพึ่งพาธรรมชาติและบริการจากระบบนิเวศในระดับสูงถึงปานกลาง คิดเป็นมูลค่ามหาศาลนับสิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจาก University of Cambridge ยังประเมินว่า การปกป้องพื้นที่ 30% ของโลกจะให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าต้นทุนถึง 5 ต่อ 1 คิดเป็นมูลค่าราว 170,000–534,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2050 ขณะที่การประชุม Biodiversity COP16 ก็ได้สรุปแนวทางร่วมกันในการผลักดันเงินทุนด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้แตะระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2030
ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการพื้นที่แบบ OECMs จึงให้ประโยชน์มากกว่าแค่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยปกป้องความมั่นคงทางอาหารและแหล่งน้ำ ผ่านการฟื้นฟูประชากรปลาที่เป็นแหล่งโปรตีนของคนทั่วโลก และการรักษาสัตว์ผสมเกสรซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของผลผลิตทางการเกษตร
นอกเหนือจากนั้น ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เช่น ป่าชายเลน แนวปะการัง และพืชพรรณริมตลิ่ง ยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางธรรมชาติ ช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม พายุ และการกัดเซาะ ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณในการฟื้นฟูความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มหาศาล และในเวลาเดียวกันก็สร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ผ่านการท่องเที่ยวที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Tourism) ซึ่งกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง
การขับเคลื่อน OECMs ในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน OECMs โดยแบ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ พื้นที่โบราณคดีใต้น้ำ, เขตปลอดภัยในราชการทหาร, เขตปลอดภัยของสถานที่ผลิตปิโตรเลียมในทะเล, พื้นที่ฟื้นฟูแนวปะการัง และพื้นที่คุ้มครองทางทะเลโดยชุมชน

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.) ได้มีมติรับรองพื้นที่ OECMs นำร่อง 5 แห่งแรกของประเทศไทย ได้แก่
- ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืน “ชีวพนาเวศ” (จ.ฉะเชิงเทรา) โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
- ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ (จ.ระยอง) โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง (กรุงเทพฯ) โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- คลองขนมจีน (จ.พระนครศรีอยุธยา) โดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด
- สิงห์ปาร์ค เชียงราย (จ.เชียงราย) โดย บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด
หนึ่งในตัวอย่างของการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน คือ กลุ่มบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เอกชนรายแรกที่ได้รับการรับรองพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตคุ้มครอง OECMs ทั้งในประเทศไทยและมัลดีฟส์ ครบทั้งระบบนิเวศบนบกและทางทะเล

พื้นที่บนบก: สิงห์ปาร์ค เชียงราย
สิงห์ปาร์ค เชียงราย พื้นที่ OECMs ขนาด 82.99 ไร่ หรือประมาณ 0.13 ตารางกิโลเมตร และเป็นพื้นที่ OECMs แห่งเดียวในภาคเหนือของไทย ซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย ภายใต้การดูแลของบริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนบทบาทของพื้นที่เอกชนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างปี 2022-2025 พบ 5 กลุ่มสิ่งมีชิวิต ประกอบด้วยกลุ่มพืช กลุ่มแมงและแมลง กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กลุ่มนก และกลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน ที่สำคัญพื้นที่นี้ยังเป็นถิ่นอาศัยสำคัญของนกน้ำและนกอพยพที่เข้ามาหาอาหาร ทำรัง และผสมพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มเป็ดน้ำอพยพหายากในประเทศไทย รวมถึงเป็ดดำหัวน้ำตาล (Ferruginous Duck, Aythya nyroca) ซึ่งอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN

การได้รับรอง OECMs ช่วยต่อยอดการอนุรักษ์จากภายในพื้นที่ออกไปสู่ชุมชนรอบข้าง สร้างสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้ชุมชนและผู้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนโจทย์สำคัญของการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ นั่นคือการทำให้การท่องเที่ยวและการรักษาระบบนิเวศเป็นเรื่องเดียวกัน ผ่านการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว การฟื้นฟูถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต และการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสม ทั้งพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่สำหรับการศึกษาเรียนรู้ และพื้นที่ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานที่กำหนด

พื้นที่ทางทะเล: CROSSROADS Maldives
โครงการเรือธงของ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ในเครือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) คือโครงการแรกและโครงการเดียวของบริษัทไทยที่ได้รับการรับรอง OECMs ทางทะเลในประเทศมัลดีฟส์ ครอบคลุมพื้นที่ 1.71 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่า 240 สนามฟุตบอล คิดเป็น 18.9% ของพื้นที่ทางทะเลทั้งหมดของโครงการ

พื้นที่แห่งนี้ผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการดูแลระบบนิเวศทางทะเล เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเลที่เสี่ยงต่อการ้สูญพันธุ์ในบัญชีแดงของ IUCN เช่น เต่ากระ (Hawksbill Turtle, Eretmochelys imbricata) ฉลามหัวค้อน (Scalloped Hammerhead Shark, Sphyrna lewini) และกระเบนนกรางกระแส (Ornate Eagle Ray, Aetomylaeus vespertilio) เป็นต้น รวมถึงยังพบโลมาอย่างต่อเนื่อง บทพิสูจน์ที่เด่นชัดที่สุดคือโครงการอนุรักษ์ปะการังที่ทำให้พื้นที่ปะการังเพิ่มขึ้นกว่า 500% จาก 1,300 ตารางเมตร เป็นมากกว่า 8,000 ตารางเมตร ภายในเวลาเพียง 8 ปี (2018–2026)

ความสำเร็จนี้มาจากแผนบริหารจัดการเชิงรุก ทั้งการสนับสนุนประมงยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น การจำกัดกิจกรรมทางน้ำที่กระทบสัตว์ทะเล และการควบคุมการเดินเรือในพื้นที่ ควบคู่กับการจัดตั้ง Marine Discovery Centre ศูนย์การเรียนรู้ทางทะเลที่เปิดให้เข้าชมฟรีและมีผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาทางทะเลคอยให้ความรู้ รวมไปถึง Maldives Discovery Centre ศูนย์เรียนรู้ด้านวัฒนธรรมของชาวมัลดีฟส์ จนถึงปัจจุบันต้อนรับนักเรียนไปแล้วกว่า 3,000 คน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกอนุรักษ์ให้แก่คนรุ่นใหม่
ท้ายที่สุดแล้วความสำเร็จของ OECMs ไม่ได้วัดกันที่ ‘ขนาดของพื้นที่’ แต่ชี้วัดกันที่คุณภาพชีวิต ความสมบูรณ์ และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่กลับมาแพร่พันธุ์ได้จริงทั้งในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง
แม้หลายองค์กรจะร่วมผลักดัน รวมถึงบุญรอดฯ ที่พิสูจน์แล้วว่าธุรกิจกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันได้ แต่การจะขับเคลื่อน OECMs ให้สำเร็จมากยิ่งขึ้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่กำหนดกรอบมาตรฐาน ชุมชนท้องถิ่น และภาคเอกชนผู้ถือครองทรัพยากร เพื่อร่วมกันเปลี่ยนพื้นที่ทางเศรษฐกิจให้เป็นแนวหน้าในการฟื้นฟูธรรมชาติ และคืนชีวิตให้ทุกตารางเมตรอย่างยั่งยืน


