Menu
245815

ยูโรเปี้ยนไนต์ ห้าหมื่นหัวใจ และปาฏิหาริย์แห่งแอนฟิลด์

08.05.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • ก่อนการลงสนาม เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน ยืนยันว่า แม้หลายสิ่งจะไม่อำนวย แต่พวกเขาจะสู้ด้วยหัวใจ หากพวกเขาทำได้สำเร็จก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากทำไม่สำเร็จก็ถือเสียว่ามันคือความล้มเหลวที่งดงาม
  • โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ แม้จะพลาดการลงสนาม แต่เขาก็ส่งข้อความถึงทุกคน ด้วยการสวมเสื้อที่มีข้อความว่า ‘Never Give Up’ หรือ ‘อย่ายอมแพ้’
  • หากเราถอดรหัสของคำว่า ‘ปาฏิหาริย์แห่งแอนฟิลด์’ ออกมา เนื้อในของความมหัศจรรย์คือ การวางแผนที่ดี ความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ความมุ่งมั่น การต่อสู้ด้วยหัวใจ ความเชื่อใจ และความเชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่

ภาพผู้เล่นและสตาฟฟ์ของทีมลิเวอร์พูลยืนรวมกันที่หน้าอัฒจันทร์ฝั่งค็อป เอนด์ และร่วมร้องเพลง You’ll Never Walk Alone ไปพร้อมกับแฟนบอลของพวกเขา ที่ไม่มีใครลุกออกจากสนามทั้งที่เกมจบลงนานแล้ว เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

 

สำหรับคนที่รักทีมนี้ นี่คือภาพที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานสักแค่ไหนก็ตาม

 

ส่วนคนที่ไม่ได้รักทีมนี้ มันคือภาพที่น่าเหลือเชื่อและน่าขนลุก ถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสโมสร นักฟุตบอล และแฟนบอล

 

เห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม มันคือการเชียร์กีฬาในอุดมคติ คือขั้นสุดของการรวมพลังกันระหว่างผู้เล่นในสนามและผู้เล่นนอกสนาม ที่แม้จะไม่มีส่วนร่วมโดยตรงกับเกม แต่พลังที่พวกเขาส่งออกมาผ่านบทเพลง ผ่านการปลุกเร้า และผ่านการแสดงออกด้วยสีหน้าและแววตา

 

แม้จะเคยถูกค่อนขอดว่าเป็นพวกยึดติดกับอดีต แต่เดอะ ค็อปตัวจริง พวกเขาไม่สนใจกับคำพูดเหล่านั้น เพราะพวกเขาภูมิใจกับความเป็นลิเวอร์พูล

 

ลิเวอร์พูล ทีมที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และความทรงจำ

 

หนึ่งในเรื่องเล่าที่เราจะได้ยินเสมอ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม คือเรื่องของ ‘คืนยุโรป’ หรือ ‘ยูโรเปี้ยนไนต์’ ที่สนามแอนฟิลด์

 

เมื่อถึงคราต้องมีเกมชิงแชมป์สโมสรยุโรป โดยเฉพาะหากเป็นเกมถ้วยใหญ่อย่างยูโรเปี้ยนคัพในอดีต หรือยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกในปัจจุบัน บรรยากาศในสนามคืนนั้นจะเต็มไปด้วยมวลพลังงานบางอย่างที่อัดแน่น และจะถูกส่งผ่านต่อมาให้กับผู้เล่นที่เป็นตัวแทนของพวกเขาในสนาม

 

มวลพลังงานบางอย่างนั้นมีส่วนประกอบมากมาย หากจับมาสังเคราะห์แยกแยะอาจพบความรู้สึก ความหวัง พลัง และความเชื่อ เป็นส่วนประกอบหลัก

 

และในหมู่มวลคืนยุโรปนั้น จะมีบางคืนที่พิเศษมากกว่าปกติเกิดขึ้นเสมอในยามที่ลิเวอร์พูลตกที่นั่งลำบาก และพวกเขาต้องการพลังพิเศษบางอย่างที่จะทำให้สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้

 

เหมือนในเกมกับโอลิมเปียกอสเมื่อปี 2004 สตีเวน เจอร์ราร์ด กับลูกยิงที่พุ่งเหมือนจรวดเสียบมุมเข้าไปในช่วงท้ายเกม

 

เหมือนในเกมกับเชลซีเมื่อปี 2005 ในวันที่พวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งมากมายอะไรนัก แต่ หลุยส์ การ์เซีย กับ ‘ประตูผี’ ของเขา ทำให้ลิเวอร์พูลล้มทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในอังกฤษเวลานั้นได้

 

เหมือนในเกมยูโรปาลีกกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์เมื่อปี 2016 ที่พวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลัง 1-3 ก่อนที่ เดยัน ลอฟเรน จะโขกพังประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ให้พวกเขากลับมาเอาชนะได้ 4-3

 

และเหมือนในเกมที่พวกเขาเพิ่งเอาชนะบาร์เซโลนาด้วยสกอร์ 4-0 ได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

 

เกมที่ถูกยกย่องให้เป็นเกมยูโรเปี้ยนไนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเหนือทุกเกม และถูกขนานนามว่าเป็น ‘ปาฏิหาริย์แห่งแอนฟิลด์’

 

เหตุผลที่เกมนี้ควรค่าแก่การยกย่องเช่นนั้น ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นก่อนถึงเวลาลงสนาม

 

บาร์เซโลนาถือความได้เปรียบชนิดสุดกู่ พวกเขาเป็นฝ่ายเอาชนะได้อย่างขาดลอยถึง 3-0 ในเกมนัดแรกที่คัมป์นู ที่แม้ฟอร์มของทีมโดยรวมจะไม่ถึงกับดีนัก แต่ฟอร์มการเล่นของ ลิโอเนล เมสซี โดยเฉพาะประตูจากลูกฟรีคิกระยะไกล ที่เป็นประตูปิดท้าย ก็ทำให้พวกเขามั่นใจว่า พวกเขาจะผ่านเข้าชิงชนะเลิศ

 

ยิ่งมีคนย้อนนำคำพูดของเมสซีที่ประกาศเจตนารมณ์ก่อนฤดูกาลจะเริ่มต้นว่า เขาต้องการจะนำแชมป์ใบใหญ่ที่สุดของยุโรปกลับคืนสู่คัมป์นูให้ได้อีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานนับตั้งแต่ปี 2015

 

ไม่ผิดที่หลายคนจะเชื่อว่าคำพูดของราชาลูกหนังแห่งยุคคือคำประกาศิต

 

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลยิ่งเลวร้ายหนักเข้าไปอีก พวกเขาเสียกำลังสำคัญอย่าง นาบี เกอิตา กองกลางอนาคตไกลที่กำลังทำผลงานได้ดี ซึ่งบาดเจ็บจากเกมแรกที่คัมป์นู ขณะที่ โรแบร์โต เฟอร์มิโน คีย์แมนในแนวรุก เกิดบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม และลงสนามไม่ได้มาตั้งแต่การพบกันนัดแรก ก่อนจะได้รับการยืนยันข่าวร้ายว่า โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงหมายเลขหนึ่ง ไม่สามารถลงสนามได้จากอาการกระทบกระเทือนทางสมองจากอุบัติเหตุในเกมก่อนหน้ากับนิวคาสเซิล

 

ผู้คนนอกแอนฟิลด์ไม่มีใครเชื่อว่า ลิเวอร์พูลจะทำในสิ่งที่ยากยิ่งได้ เมื่อขาดกำลังสำคัญมากขนาดนี้

 

แต่ไม่ใช่สำหรับผู้คนในแอนฟิลด์ กับหัวใจมากกว่า 50,000 ดวง ที่หลอมรวมเป็นใจเดียวกัน

 

ก่อนการลงสนาม เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน ยืนยันว่า แม้หลายสิ่งจะไม่อำนวย แต่พวกเขาจะสู้ด้วยหัวใจ หากพวกเขาทำได้สำเร็จก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากทำไม่สำเร็จก็ถือเสียว่ามันคือความล้มเหลวที่งดงาม

 

โดยสิ่งที่เขาขอให้ลูกทีมของเขาทำนั้นไม่ได้มีอะไรที่พิเศษหรือแตกต่างจากเกมนัดแรกที่พ่ายแพ้ย่อยยับที่คัมป์นู

 

คล็อปป์ขอให้ลูกทีมของเขาทุกคนเล่นเหมือนเดิม เหมือนที่เคยทำมาตลอด

 

และสิ่งสำคัญคือเล่นด้วยความเชื่อ

 

ขณะที่ซาลาห์ แม้จะพลาดการลงสนาม แต่เขาก็ส่งข้อความถึงทุกคนด้วยการสวมเสื้อที่มีข้อความว่า ‘Never Give Up’ หรือ ‘อย่ายอมแพ้’

 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เกมฟุตบอล เมื่อเสียงนกหวีดแรกจากผู้ตัดสินดังขึ้น นักเตะลิเวอร์พูลในชุดแดงเพลิงเปิดฉากเดินหน้าบดขยี้ใส่ทีมเยือนผู้เก่งกาจ จนได้รับสมญาว่า เป็นทีมจากต่างดาวอย่างไม่กลัวเกรง

 

โดยมิทันได้ตั้งกระบวนรับมือได้เต็มที่ ประกายความหวังแรกเกิดขึ้นจากความผิดพลาดเล็กๆ ของ จอร์ดี อัลบา ที่โหม่งสกัดไม่ดี นำไปสู่การโฉบแย่งบอลของ ซาดิโอ มาเน ก่อนจะเป็นกัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ทะลุเข้าไปยิงติดเซฟของ มาร์ค อังเดร เตร์ สเตเกน

 

ในจังหวะที่บอลกระฉอก ดิว็อก โอริกี วิ่งตามมาพอดี และปรี่เข้าไปยิงซ้ำให้ลิเวอร์พูลได้ประตูแรกที่พวกเขาต้องการตั้งแต่ต้นเกม

 

นั่นทำให้ดัชนีความเชื่อเริ่มผกผัน ในขณะที่ลิเวอร์พูลเริ่มคิดถึงการกลับมา บาร์เซโลนาก็กำลังวิตกว่า พวกเขาอาจจะเจอฝันร้ายอีกครั้งเหมือนเมื่อปีกลาย ที่เคยตกรอบด้วยน้ำมือของโรมาในสถานการณ์ใกล้เคียงกัน

 

บทเรียนจากอดีตทำให้นักเตะอาซูลกรานาพยายามจะทวงประตูคืน ด้วยรู้ว่าแค่ลูกเดียวก็เพียงพอที่จะดับความหวังทุกอย่าง

 

แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเขาพยายาม ไม่มีสักครั้งที่พวกเขาจะยิงได้ผ่าน อลิสสัน อดีตนายทวารโรมา ที่ต้องการแก้ตัวหลังเสียถึง 3 ประตูในเกมที่แล้ว เช่นเดียวกับแนวรับของลิเวอร์พูล ที่แม้จะเสี่ยงด้วยการขยับเติมขึ้นสูง แต่พวกเขาก็ลงมาช่วยกันป้องกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะจวนเจียนขนาดไหนก็ตาม

 

ระหว่างนั้นเอง ที่มีช็อตเล็กๆ ที่สำคัญเกิดขึ้นในเกมเมื่อ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายชาวสกอตแลนด์ ผลักศีรษะของเมสซีที่อยู่ระหว่างการลุกขึ้นหลังล้มลงไป แม้จะเป็นการแสดงออกที่เกรี้ยวกราดและไม่งามนัก แต่การที่อดีตแบ็กซ้ายของฮัลล์ ซิตี้ ที่เคยตกยากแทบไม่มีงานทำเมื่อหลายปีก่อน กระทำต่อนักฟุตบอลที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดตลอดกาล เป็นการประกาศว่าไม่มีคำว่ากลัว ไม่มีคำว่าเกรงใจกัน และลิเวอร์พูลจะสู้สุดชีวิต

 

และมันก็เป็นเช่นนั้นครับ ท่ามกลางความพยายามของบาร์ซาที่ใช้ประสบการณ์ เล่ห์เหลี่ยม และลูกตุกติก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ หลุยส์ ซัวเรซ แอบเอาคืนโรเบิร์ตสัน จนกัปตันทีมชาติสกอตแลนด์บาดเจ็บลงเล่นต่อไม่ไหวในครึ่งหลัง สิ่งที่ลิเวอร์พูลทำมีอย่างเดียว

 

สู้ไม่ถอย

 

เพราะความสู้ไม่ถอย ทำให้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ชนะในการปะทะแย่งบอลทางฝั่งขวา ก่อนจะเปิดให้ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ซึ่งลงมาแทนโรเบิร์ตสัน เติมมายิงในกรอบเขตโทษในช่วงต้นครึ่งหลังเข้าประตูไป

 

และในอีก 122 วินาทีต่อมา เซอร์ดาน ชากิรี นักเตะคนเดียวที่เล่นได้ย่ำแย่ในทีมลิเวอร์พูล จะแก้ตัวเล็กๆ ด้วยการเปิดอย่างแม่นยำให้ไวจ์นัลดุมขึ้นโขกบอลเสียบตาข่ายในแบบเดียวกับที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด เคยโหม่งพังประตูเอซี มิลาน ที่กลายเป็นการจุดประกายก่อนจะเกิด ‘ปาฏิหาริย์แห่งอิสตันบูล’

 

ในสถานการณ์นี้ ลิเวอร์พูลมั่นใจแล้วว่า พวกเขาจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นได้ และความรู้สึกทุกอย่างได้ระเบิดออกมาก่อนหมดเวลา 10 นาที เมื่อ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไอ้หนูสายเลือดสเกาเซอร์แท้ๆ ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการชิงจังหวะเปิดลูกเตะมุมเร็วเข้าไปให้โอริกี ที่พร้อมจะเล่นอยู่คนเดียว ในขณะที่นักเตะบาร์เซโลนาทั้งทีมไม่มีใครพร้อมจะเล่น เพราะไม่คิดว่าจะมีการเปิดบอลเร็ว ยิงเสียบมุมเข้าไป

 

นั่นเป็นวินาทีที่ปาฏิหาริย์แห่งแอนฟิลด์ได้เกิดขึ้น และพวกเขารักษามันเอาไว้ได้จนสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย

 

อย่างไรก็ดี หากเราถอดรหัสของคำว่า ‘ปาฏิหาริย์แห่งแอนฟิลด์’ ออกมา เนื้อในของความมหัศจรรย์คือ การวางแผนที่ดี ความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ความมุ่งมั่น การต่อสู้ด้วยหัวใจ ความเชื่อใจ และความเชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่

 

เพียงแต่มันมีเรื่องของจังหวะเวลา เรื่องบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ เช่น ทำไมนักเตะที่เป็นตัวสำรองอย่าง ดิว็อก โอริกี จึงมักจะเป็นคนที่ทำประตูสำคัญเช่นนี้ได้เสมอ หรือแม้แต่การที่นักเตะที่เล่นไม่เข้าพวกอย่างชากิรี ทำไมจึงเปิดบอลอย่างแม่นยำให้ไวจ์นัลดุม ทั้งๆ ที่แค่จะผ่านบอลระยะสั้น 5 หลา ยังผิดพลาด

 

อาจเป็นเพราะบางคนก็เกิดมาเพื่อทำเรื่องบางอย่างในบางเหตุการณ์เท่านั้น

 

และบางสถานที่ก็เป็นสถานที่พิเศษที่มีขึ้นเพื่อเหตุการณ์บางอย่างที่พิเศษเข้าขั้นมหัศจรรย์

 

เหมือนในเกมยูโรเปี้ยนไนต์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ที่จะถูกจดจำและพูดถึงไปตลอดกาล ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานสักแค่ไหนก็ตาม

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

FYI
  • ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ลิเวอร์พูลผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นสมัยที่ 4 ต่อจากปี 2005, 2008 และ 2018 แต่หากจะนับรวมถึงสมัยที่ชื่อยูโรเปี้ยนคัพด้วย จะเป็นการเข้าชิงครั้งที่ 9
  • ลิเวอร์พูลเคยได้แชมป์ใบใหญ่สุดของยุโรป 5 สมัยด้วยกัน ในปี 1977, 1978, 1981, 1984, 2005 และอกหักในปี 1985, 2007 และ 2018
  • เจอร์เกน คล็อปป์ นำลิเวอร์พูลเข้าชิงถ้วยรายการสโมสรยุโรปเป็นครั้งที่ 3 โดยเป็นยูโรปาลีก 1 ครั้ง ในปี 2016 และยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 2 ครั้ง ในปี 2018 และ 2019 ในครั้งนี้
  • เสื้อที่ซาลาห์สวมใส่ลาย Never Give Up เป็นเสื้อยืดจากแบรนด์ Niel Barrett กลายเป็นสินค้าขายดีและขาดตลาดอย่างรวดเร็ว เป็นไอเท็มที่เดอะ ค็อปทั่วโลกต้องการที่สุดในเวลานี้!
  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR