×

เนปาลขอเงิน 20 ล้านดอลลาร์ เยียวยาธารน้ำแข็งถล่ม ชี้ชาติมหาอำนาจต้องร่วมรับผิดชอบ สำคัญอย่างไร?

08.09.2026
  • LOADING...
ภาพความเสียหายจากภัยพิบัติธารน้ำแข็งถล่มในเนปาล

รัฐบาลเนปาลยื่นขอเงิน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 658 ล้านบาท) จากกองทุนเพื่อการรับมือกับความสูญเสียและความเสียหาย (Fund for responding to Loss and Damage: FRLD) หลังภัยพิบัติธารน้ำแข็งถล่ม คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 1,300 คน ขณะที่รัฐบาลประเมินว่า อาจต้องใช้เงินเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 164.6 พันล้านบาท) ในการฟื้นฟูประเทศ

 

 
 

นอกจากนี้ ชิซีร์ คานาล รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาล เรียกร้องให้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และประเทศที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม ออกมา ‘ร่วมรับผิดชอบ’ ต่อความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยชี้ว่า เนปาลมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกเพียงเล็กน้อย ไม่ถึง 0.1% แต่กำลังเผชิญผลกระทบอย่างรุนแรง

 

ขอ 20 ล้านดอลลาร์ หลังความเสียหายแตะหลักพันล้าน

 

วันนี้ (8 กันยายน) The Guardian รายงานว่า กระทรวงการคลังและกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเนปาลได้ส่งหนังสือร่วมถึงกองทุน FRLD โดยขอเงิน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 658 ล้านบาท) เพื่อรับมือกับความสูญเสียและความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งล่าสุด

 

อนึ่ง ยอดเงิน 20 ล้านดอลลาร์เป็นวงเงินสูงสุดที่ประเทศหนึ่งสามารถยื่นขอได้ต่อหนึ่งคำขอ ภายใต้กลไกการให้เงินทุนระยะแรกของ FRLD ซึ่งกำหนดวงเงินไว้ที่ 5-20 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 165-658 ล้านบาท) ต่อคำขอ

 

อย่างไรก็ตาม เงินที่เนปาลขอคิดเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เมื่อเทียบกับความเสียหายทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่เนปาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจไว้ประมาณ 400,000 ล้านรูปี หรือ 2.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 82.3 พันล้านบาท) ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำหรับการฟื้นฟูอาจสูงเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 164.6 พันล้านบาท) หรือเกือบ 1 ใน 10 ของขนาดเศรษฐกิจประเทศ

 

อนึ่ง รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลยังระบุว่า ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่า ปล่อยมลพิษมากกว่า หรือมีส่วนต่อการสะสมก๊าซเรือนกระจกมากกว่าเนปาล ควรยอมรับความรับผิดชอบร่วมกันต่อปัญหานี้

 

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโยนความผิดให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องการให้ทุกประเทศร่วมมือกัน พร้อมมองว่าคำขอเงินครั้งนี้ควรเป็น ‘สัญญาณปลุกประชาคมโลก’ ให้สร้างกลไกช่วยเหลือประเทศขนาดเล็กและเปราะบางที่เข้มแข็งขึ้น

 

คานาลยังยอมรับว่า เงิน 20 ล้านดอลลาร์ไม่เพียงพออย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เนปาลเผชิญ เช่น บ้านราว 20,000 หลังอาจต้องสร้างขึ้นใหม่ รวมถึงทางหลวงสายหลัก ขณะที่หมู่บ้านบางแห่งริมแม่น้ำที่ได้รับความเสียหายหนักอาจต้องย้ายไปยังพื้นที่สูงและปลอดภัยกว่าเดิม

 

ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย แต่รับผลกระทบหนัก

 

ภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้ประเด็น ‘ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Justice) ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง โดย South China Morning Post รายงานโดยอ้างข้อมูลของธนาคารโลกว่า เนปาลมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเพียงประมาณ 0.01% ขณะที่ The Guardian ระบุว่า อยู่ในระดับต่ำกว่า 0.1%

 

แต่เนปาลกลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วอย่างหนัก โดย Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch จัดให้เนปาลเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกในปี 2024

 

ความเปราะบางดังกล่าวยิ่งน่ากังวลเมื่อพิจารณาสถานการณ์ในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ของอินเดีย จีน เนปาล และภูฏาน โดยอุณหภูมิในพื้นที่ภูเขาของภูมิภาคนี้กำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกเกือบ 50%

 

ขณะที่ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในปี 2023 ระบุว่า พื้นที่ภูเขาของเนปาลสูญเสียน้ำแข็งไปเกือบ 1 ใน 3 ในช่วงเวลากว่า 30 ปี จากผลของภาวะโลกร้อน ทำให้ภัยพิบัติครั้งล่าสุดถูกจับตามองในฐานะอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคหิมาลัย

 

Loss and Damage Fund คืออะไร?

 

กองทุน FRLD เกิดขึ้นหลังมีการเจรจาเรื่อง Loss and Damage มานานหลายสิบปี โดยประเทศต่างๆ ตกลงจัดตั้งกองทุนในการประชุม COP27 ที่ประเทศอียิปต์ เมื่อปี 2022 ก่อนวางระบบการดำเนินงานในการประชุม COP28 ที่ดูไบในปี 2023

 

ทั้งนี้ เป้าหมายของกองทุนคือการช่วยประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รับมือกับความสูญเสียทั้งที่สามารถประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เช่น บ้านเรือน ถนน และรายได้ รวมถึงความสูญเสียที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยาก เช่น การสูญเสียชีวิต วัฒนธรรม หรือชุมชน

 

ปัจจุบัน FRLD ระบุว่า ได้รับคำมั่นสนับสนุนเงินรวม 822.06 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 27.1 พันล้านบาท) จาก 27 ประเทศและหน่วยงาน ขณะที่เงินจากกลไกการให้ทุนระยะแรกอยู่ที่ 250 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.23 พันล้านบาท) โดยกำหนดให้อย่างน้อย 50% ของวงเงินดังกล่าวจัดสรรให้ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก

 

ราชู ปัณฑิต เชตรี ผู้อำนวยการบริหาร Prakriti Resources Centre ระบุว่า เงินที่เนปาลได้รับอาจมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหาย แต่การตอบสนองต่อคำร้องครั้งนี้จะมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ และอาจสร้างบรรทัดฐานให้ประเทศอื่นๆ ที่เผชิญความสูญเสียจากภัยพิบัติในอนาคต

 

ด้าน สเนหา ปันเดย์ นักวิเคราะห์ด้านการทูตและนโยบายสภาพภูมิอากาศจาก Climate Analytics เตือนว่า FRLD ไม่ใช่กองทุน ‘ค่าปฏิกรรม’ ที่มีการกำหนดความรับผิดทางกฎหมายต่อประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงไม่มีอำนาจบังคับให้ประเทศใดจ่ายค่าชดเชยโดยตรง

 

เธอมองว่า เนปาลยังต้องจัดทำรายละเอียดความสูญเสียอย่างชัดเจน รวมถึงแสดงหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนคำขอของประเทศ ขณะที่การประเมินความสูญเสียที่ไม่สามารถตีราคาเป็นตัวเงิน เช่น ผลกระทบทางจิตใจ การสูญเสียคนในครอบครัว หรือมรดกทางวัฒนธรรม ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์ยากของกลไก Loss and Damage

 

ภาพ: Francis Mascarenhas / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising