เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ในคดีที่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกร้องฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
ต่อมา สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ยืนยันในมติดังกล่าว แต่ยอมรับว่ามตินั้นเกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะมาดำรงตำแหน่งนี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ว่า จากพยานหลักฐานสามารถรับฟังได้ว่า มีการนำเงินของศักดิ์สยามไปดำเนินธุรกรรมในนามผู้อื่น ซึ่งเกี่ยวข้องถึงการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยศักดิ์สยามยังคงมีอำนาจสั่งการและใช้ประโยชน์จาก หจก.บุรีเจริญฯ ผ่านตัวแทนหรือ ‘นอมินี’ และเห็นว่าเงินจำนวน 119.5 ล้านบาทยังคงถือเป็นทรัพย์สินของศักดิ์สยาม
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
มติยกคำร้องของ ป.ป.ช. ที่ตามมา จึงเป็นที่สนใจและติดตามของสาธารณชนว่า เหตุใดมติของ ป.ป.ช. จึงย้อนแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือกรอบในการพิจารณาที่ต่างกันอย่างไรในคำร้องนี้
ล่าสุดวันนี้ (16 เมษายน) เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า สำหรับกรณีดังกล่าว ป.ป.ช. จะมีการแถลงเป็นเอกสารในภายหลัง เนื่องจากเนื้อหาและคำวินิจฉัยมีผลกระทบ รวมถึง ป.ป.ช. จะให้เหตุผลว่า เหตุใดจึงวินิจฉัยเช่นนี้
ส่วนความชัดเจนว่าศักดิ์สยามจะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่นั้น เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ในส่วนของ ป.ป.ช. จบแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ระบุเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ รวมถึงสิทธิของผู้เสียหายที่สงสัยหรือเคลือบแคลงใจ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปพิจารณา
“สิ่งที่ ป.ป.ช. ชี้แจงมีเหตุผลอยู่แล้ว” เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยัน


