×

‘NATO แห่งโลกมุสลิม’ เกิดขึ้นแล้ว? หวังดึงอิหร่านร่วมวง เปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลาง

24.08.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด ‘NATO แห่งโลกมุสลิม’ และการรวมกลุ่มของประเทศในตะวันออกกลาง

หลังจากที่ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ได้ร่วมกันลงนามใน ‘ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ’ (Mecca Joint Defence Agreement) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยหัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้คือ ‘หลักการป้องปรามร่วมกัน’ (Collective Deterrence) ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่ง จะถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศร่วมกัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ข้อตกลงระดับไตรภาคีนี้ถูกผลักดันขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุ และวิกฤตความเชื่อมั่นที่โลกมุสลิมมีต่อร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกประสานงานทางการทหาร การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมกันภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก่อนที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักอย่าง The Jerusalem Post และ The Times of India จะรายงานว่า ทางกลุ่มได้ส่งสัญญาณและหนังสือเชิญให้ ‘อิหร่าน’ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในระบบความมั่นคงร่วมนี้ด้วยเช่นกัน

 

ความร่วมมือนี้ เทียบได้กับ ‘NATO โลกมุสลิม’ หรือไม่?

 

THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองตะวันออกกลาง ถึงข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ และโอกาสเข้าร่วมของอิหร่าน

 

อาจารย์มาโนชญ์อธิบายว่า การรวมกลุ่มของประเทศมุสลิมในระบบความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security) ครั้งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับ NATO ซึ่งมีกลไกป้องกันร่วมกันคล้ายกับ ‘มาตรา 5’ (Article 5) ในการปกป้องซึ่งกันและกัน แม้ว่าแนวคิดนี้จะเคยถูกเสนอโดยตุรกีและปากีสถานมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาการรับประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ แลกกับการซื้อขายน้ำมันด้วยสกุลเงินดอลลาร์ (Petrodollar)

 

อาจารย์ยังกล่าวอีกว่า จุดพลิกผันสำคัญ (The Turning Point) คือ การที่อิสราเอลเข้าไปโจมตีกลุ่มฮามาสในประเทศกาตาร์ เมื่อช่วงปลายปี 2025 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ได้ลงโทษใด ๆ ต่ออิสราเอล ประกอบกับการที่ซาอุฯ เผชิญความตึงเครียดและการโจมตีจากอิหร่านและกลุ่มอื่นๆ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ซาอุดีอาระเบียหันมาดึงปากีสถานและตุรกีเข้าร่วมเจรจาความมั่นคง 3 ฝ่าย จนเกิดเป็น ‘ข้อตกลงเมกกะ’ ในที่สุด คล้ายกับเป็น ‘NATO โลกมุสลิม’

 

ทางด้าน รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ THE STANDARD ว่า ข้อตกลงนี้มีนัยสำคัญและถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากมีแนวคิดการป้องกันและป้องปรามร่วมกัน หากอิหร่าน ซึ่งในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาข้อตกลงดังกล่าว ได้ตอบรับเข้าร่วมจริง จะถือเป็นการอุบัติขึ้นของขั้วมหาอำนาจมุสลิมกลุ่มใหญ่ หรือที่อาจารย์ปิติเรียกว่า ‘3 ก๊กแห่งศตวรรษที่ 21’ ซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐฯ และ Global North, จีนและ Global South และกลุ่มโลกมุสลิม (Pax Islamica)

 

ข้อตกลงเมกกะ ป้องกันภัยคุกคามจากใคร?

 

อาจารย์มาโนชญ์ระบุว่า แม้สื่อตะวันตกหลายสำนักจะพยายามเรียกกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘พันธมิตรซุนนี’ ซึ่งมีขึ้นเพื่อสกัดกั้นอิหร่านที่เป็นชีอะห์ แต่อาจารย์ประเมินว่า เป้าหมายของกลุ่มนี้ ‘ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่อิหร่าน’ โดยมีเหตุผลสนับสนุนสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

 

(1) ความคิดการรวมกลุ่มเป็นรูปธรรมขึ้นชัดเจน หลังจากการโจมตีของอิสราเอลในกาตาร์ ในขณะที่การโจมตีจากฝั่งอิหร่านหรือกลุ่มฮูตีต่อกลุ่มอาหรับก่อนหน้านี้ ไม่เคยนำไปสู่การเจรจาตั้งกลุ่มพันธมิตรความมั่นคงในลักษณะนี้

 

(2) ปากีสถานเป็นพันธมิตรที่ดีกับอิหร่านมาโดยตลอด และยังมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับจีนอย่างยิ่ง ซึ่งจีนมีอิทธิพลในการจัดระเบียบโลกใหม่ในตะวันออกกลาง และจีนจะไม่มีวันปล่อยให้ปากีสถานต้องเผชิญหน้ากับอิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของจีนในภูมิภาคนี้แน่นอน

 

(3) ตุรกีไม่มีปัญหากับอิหร่าน และตระหนักดีว่าหากอิสราเอลจัดการกับอิหร่านสำเร็จ เป้าหมายถัดไปของอิสราเอลก็คือตุรกี ตุรกีจึงไม่มีเหตุผลที่จะยอมเสี่ยงเผชิญหน้ากับอิหร่าน

 

นอกจากนี้ ในมุมความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบีย กับอิหร่านนั้น แท้จริงแล้ว ทั้งสองประเทศได้จับมือและเคลียร์ปัญหากันเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางครั้งล่าสุด โดยมีปากีสถาน ตุรกี และกาตาร์ ทำหน้าที่เป็นกาวใจอยู่เบื้องหลัง และมีจีนเข้ามาเป็นตัวปิดเกมจับมืออย่างเป็นทางการ

 

ดังนั้น อาจารย์มาโนชญ์จึงมองว่า ในระยะเริ่มต้น เป้าหมายร่วมกันของกลุ่มคือ การป้องกันภัยคุกคามจาก ‘อิสราเอล’ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ข้อตกลงนี้จะมีวาระสำคัญในการช่วยเหลือปาเลสไตน์โดยตรงหรือไม่

 

‘สมาชิกไตรภาคี’ ได้ประโยชน์อย่างไร?

 

อาจารย์ปิติอธิบายว่า ‘ตุรกี’ เป็นประเทศมุสลิมสายกลาง ที่เน้นการค้าขาย ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเอเชียกับยุโรป อีกทั้งยังมีสถานะเป็นสมาชิก NATO ที่มีขนาดกองทัพใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของ NATO

 

ที่ผ่านมาตุรกีเผชิญแรงกดดันอย่างมากจากการคุมช่องแคบในทะเลดำและเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเสี่ยงต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย แต่กลับถูกสหรัฐฯ และพันธมิตรกดดันให้เพิ่มงบประมาณทางทหารแทนที่จะช่วยเหลือป้องกันภัย การเข้าร่วมข้อตกลงเมกกะจึงช่วยเพิ่ม ‘อำนาจต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์’ ให้กับตุรกีเป็นอย่างมาก ประกอบกับที่ผ่านมา จีนได้เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในการช่วยลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรถไฟเชื่อมเอเชีย-ยุโรปในตุรกี ทำให้ตุรกีไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาชาติตะวันตกแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

 

ขณะที่ ‘ปากีสถาน’ นั้น อาจารย์ปิติมองว่า ในช่วงสงครามเย็น ปากีสถานถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในการคานอำนาจกับอินเดียและควบคุมอัฟกานิสถาน ซึ่งสหภาพโซเวียตยึดครองในขณะนั้น แต่ในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เริ่มระหองระแหงและเกิดความแคลงใจ เนื่องจากปากีสถานกลายเป็นแหล่งพำนักของกลุ่มก่อการร้าย เช่น อุซามะฮ์ บิน ลาดิน หัวหน้ากลุ่มอัลกออิดะห์ โดยไม่ได้แจ้งให้สหรัฐฯ ทราบ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ปากีสถานยังมีแต้มต่อสำคัญจากการครอบครอง อาวุธนิวเคลียร์ เพื่อใช้ป้องปรามอินเดีย ซึ่งคาดว่าอาจได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีมาจากจีนเช่นกัน

 

ส่วน ‘ซาอุดีอาระเบีย’ ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ผู้นำโลกอาหรับและโลกมุสลิม มีความมั่งคั่งสูงจากแหล่งน้ำมันและพลังงาน ที่ผ่านมา ในอดีตซาอุฯ พึ่งพาเรื่องความมั่นคงกับสหรัฐฯ ทั้งหมด ยอมให้ตั้งฐานทัพ ยอมซื้ออาวุธและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนมหาศาล

 

อาจารย์ปิติยังอธิบายว่า ในสงครามตะวันออกกลางรอบล่าสุด สหรัฐฯ ไม่สามารถให้หลักประกันความมั่นคงใด ๆ แก่ซาอุฯ ได้เลย แต่กลับเลือกปกป้องอิสราเอลเป็นหลัก เมื่อมีการโจมตีเกิดขึ้น ฐานทัพสหรัฐฯ ในซาอุฯ ตกเป็นเป้าหมาย ประชากรได้รับผลกระทบ ค้าขายไม่ได้ และช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิด สิ่งเหล่านี้ทำให้ซาอุฯ ต้องทบทวนนโยบายใหม่ โดยการหันมาขายน้ำมันเป็นสกุลเงินอื่น และเตรียมใช้เรื่องการไม่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นข้อต่อรอง หลังจากที่หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังพยายามกดดันให้ซาอุฯ ลงนามใน ‘ความตกลงอับราฮัม’ (Abraham Accords) เพื่อเป็นมิตรกับอิสราเอล ซึ่งซาอุฯ ยอมรับไม่ได้ เนื่องจากอิสราเอลยังคงยึดครองเยรูซาเล็มซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวมุสลิม และสหรัฐฯ ยังเล่นแง่ไม่ยอมส่งมอบเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้ หากซาอุฯ ไม่เป็นมิตรกับอิสราเอล ทำให้ซาอุฯ จึงตัดสินใจเลือกกระจายความเสี่ยง โดยการปรับนโยบายหันเข้าหาอิหร่านซึ่งเป็นผู้เดียวที่กล้ายืนหยัดสู้กับสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค

 

อิหร่าน: ว่าที่สมาชิกใหม่ เป็นไปได้แค่ไหน?

 

อาจารย์มาโนชญ์วิเคราะห์ว่า มี ‘ความเป็นไปได้สูงมาก’ ที่อิหร่านจะได้รับเชิญเข้าร่วมข้อตกลงนี้ รวมถึงอียิปต์และบังกลาเทศ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวจากสื่อของอิสราเอลและการเดินทางเยือนเตหะรานของผู้บัญชาการทหารปากีสถาน

 

อาจารย์ยังมองว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่สหรัฐฯ หันไปเน้นการ ‘กดดันทางเศรษฐกิจ’ ต่ออิหร่านและเริ่มถอนบทบาททางทหารออกจากภูมิภาค กลุ่มประเทศอาหรับและอิหร่านจึงใช้โอกาสนี้ร่วมกันจัดระเบียบความมั่นคงใหม่ ซึ่งตอบโจทย์ของทั้งสองฝ่าย โดยซาอุฯ จะได้จบปัญหาความมั่นคง เพื่อเดินหน้าวิสัยทัศน์ Vision 2030 ส่วนอิหร่านก็จะได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของตัวเอง

 

‘มหาอำนาจ’ และประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มองกลุ่มความร่วมมือนี้อย่างไร?

 

อาจารย์มาโนชญ์กล่าวว่า ‘สหรัฐอเมริกา’ ได้รับ ‘ผลกระทบเชิงลบ’ อย่างเต็มที่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนว่าพันธมิตรเดิมไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ อีกต่อไป และต้องการลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว มหาอำนาจย่อมไม่ต้องการเห็นกลุ่มพันธมิตรทหารแบบ NATO เกิดขึ้นในพื้นที่อิทธิพลของตนไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็ตาม

 

ขณะที่ ‘จีน’ แสดงความยินดีและเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดการครอบงำของสหรัฐฯ และเปิดโอกาสให้ตะวันออกกลางหันมาโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจและการค้าที่จีนต้องการเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น

 

ทางด้าน ‘รัสเซีย’ อาจารย์ก็มองว่า รัสเซียจะเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจที่ได้ประโยชน์ร่วมด้วยในฐานะที่เป็น ‘พันธมิตรหลัก’ ของอิหร่านที่จะได้ผลดีจากการเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจนี้

 

ส่วน ‘อิสราเอล’ นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความกังวลและไม่พอใจอย่างมาก โดยเฉพาะการจับมือกันของซาอุฯ-อิหร่าน ที่สั่นคลอนระเบียบความมั่นคงของอิสราเอล

 

ขณะที่ ‘อินเดีย’ อาจารย์ก็มองว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เนื่องจากอินเดียเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงของปากีสถาน

 

การบังคับใช้กลไกคล้ายคลึง ‘มาตรา 5’ ทำได้จริงหรือ?

 

อาจารย์มาโนชญ์วิเคราะห์ว่า แม้ว่าข้อตกลงเมกกะ จะมีกลไกคล้ายคลึงมาตรา 5 ของ NATO แต่ในทางปฏิบัติ อาจไม่ได้หมายความว่า จะมีการเปิดฉากสงครามปกป้องร่วมกันในทันที อ้างอิงจากบทเรียนของ NATO เองที่ไม่ได้เข้าร่วมสงครามยูเครนโดยตรง แม้จะมีการโจมตีบางครั้งจากรัสเซียที่รุกล้ำเข้าไปยังดินแดนพันธมิตร NATO หรือกรณีที่ซาอุฯ ถูกกลุ่มฮูตีโจมตี หลังจากการเจรจารวมกลุ่มความร่วมมือนี้ ปากีสถานและตุรกีก็ไม่ได้ส่งกำลังทางทหารเข้าช่วยเปิดศึกแต่อย่างใด

 

ดังนั้น อาจารย์จึงมองว่า การบังคับใช้จริงนั้นจะขึ้นอยู่กับว่า “ใครเป็นคนโจมตี และโจมตีใคร” ซึ่งเป้าหมายหลักในทางปฏิบัติจะเน้นไปที่การป้องปราม ‘อิสราเอล’ เป็นหลัก โดยการรวมกลุ่มนี้ด้านหนึ่งช่วยสร้างพลังป้องปรามที่น่าเกรงขาม แต่อีกด้านก็แฝง ‘ความเสี่ยง’ ที่จะทำให้เกิดสงครามขยายวงกว้างได้

 

ขณะที่อาจารย์ปิติมองว่า ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้เป็น ‘ความท้าทายที่ยากอย่างยิ่ง’ และ ‘จะไม่ได้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว’ เนื่องจากแต่ละประเทศมีผลประโยชน์และคู่ขัดแย้งเฉพาะตัวที่ต้องชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบคอบ เช่น หากปากีสถานถูกอินเดียโจมตี ซาอุดีอาระเบียจะยอมเปิดศึกกับอินเดียหรือไม่? เนื่องจากซาอุฯ พึ่งพาการนำเข้าจากอินเดียอย่างมหาศาล และการสร้างเมืองต่าง ๆ ในซาอุฯ ก็ล้วนใช้แรงงานชาวอินเดียเป็นหลัก หรือ หากตุรกีถูกรัสเซียโจมตี ซาอุดีอาระเบียหรืออิหร่านจะพร้อมทำสงครามกับรัสเซีย เพื่อช่วยตุรกีหรือไม่?

 

อาจารย์ปิติจึงเชื่อว่า การรวมตัวกันของกลุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘ขั้วมหาอำนาจมุสลิม’ (Pax Islamica) ยังคงเป็นเพียงแค่ “สัญญาณการเริ่มต้นนับหนึ่งเท่านั้น” ทว่ายังห่างไกลจากการอุบัติขึ้น เป็นพันธมิตรทางทหารที่พร้อมปกป้องร่วมกันในทันที เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายของทั้ง 4 ประเทศ รวมถึงชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ต่างต้องคิดคำนวณยุทธศาสตร์และท่าทีของตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน และนี่เป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยก็จำเป็นต้องร่วมวิเคราะห์ทิศทางและไม่ปล่อยให้การต่างประเทศดำเนินนโยบายแบบ Auto Pilot อีกต่อไป

 

ภาพ: AI-generated image by Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising