×

The Running Novelist ฮารุกิ มุราคามิ เรื่องราว ‘การวิ่ง’ ที่เปลี่ยนชีวิต ‘นักเขียน’ ไปตลอดกาล

04.01.2026
  • LOADING...

ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามีหลายคนโพสต์ถึง ‘สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026’ เอาไว้น่าสนใจอยู่มากมาย

 

ที่น่าดีใจคือหนึ่งในเรื่องที่ได้ไปต่อสำหรับคนจำนวนมากคือการดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตที่สุดคือการลงแข่งวิ่ง ที่ไม่ว่าจะต้องพยายามสักแค่ไหนทั้งการตื่นเพื่อไปออกตัวให้ทัน ทั้งความเหนื่อยยากในการซ้อมตามตาราง ไปจนถึงการเผชิญกับการบาดเจ็บต่างๆ

 

ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งได้

 

เรื่องนี้ทำให้ฉุกคิดถึงนักวิ่งคนหนึ่งที่พอเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวได้นิดหน่อยขึ้นมา

 

ฮารุกิ มุราคามิ

 

ผู้ถ่ายทอดปรัชญาชีวิตอย่างลึกซึ้งที่สัมพันธ์กับการวิ่งในหนังสือที่อาจจะไม่ใช่เล่มที่ขายดีที่สุดของเขา แต่เป็นเล่มที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของใครหลายคน ‘What I Talk When I Talk About Running’

 

แต่สำคัญที่สุดคือการวิ่งได้เปลี่ยนชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน

 

The Running Novelist ฮารุกิ มุราคามิ เรื่องราว ‘การวิ่ง’ ที่เปลี่ยนชีวิต ‘นักเขียน’ ไปตลอดกาล

 

ที่บอกว่ามุราคามิ เป็นนักวิ่งที่พอเขียนหนังสือได้นิดหน่อยนั้นเป็นการหยอกนะครับ แต่ก็เป็นการหยอกที่อยู่บนพื้นฐานของความจริง

 

ชื่อของ ฮารุกิ มุราคามิ (Haruki Murakami) ในความทรงจำและการรับรู้ของผู้คนทั่วโลกคือนักเขียนระดับตำนานชื่อก้องโลกผู้มีผลงานการเขียนนวนิยายมากมายหลายเล่ม

 

ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย (Norwegian Wood)

 

รักเร้นในคู่ขนาน (Sputnik Sweetheart)

 

การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก (South of the Border, West of the Sun)

 

โดยที่ผลงานในแต่ละเล่มนั้นล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ในปลายปากกาที่ชวนให้ผู้อ่านหลุดเข้าไปในโลกของตัวหนังสือที่มุราคามิเสกมนต์สะกดเอาไว้ ในโลกที่เรียบง่ายเหมือนไม่มีอะไร แต่จะมีบางอย่างที่เหนือจินตนาการ ความเหงาแต่อบอุ่น ตัวละครและเส้นทางของเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ และตอนจบที่เปิดกว้างตามการเดินทางของจินตนาการผู้อ่าน

 

ในช่วงเวลาหนึ่งหนังสือของมุราคามิ เป็นหนังสือที่นักอ่านทั่วโลกรอคอยอย่างยิ่ง การได้อ่านผลงานของเขาไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความโก้เก๋ แต่เป็นการขัดเกลาความคิดของตัวเราไปด้วย แม้จะเป็นหนังสือที่อ่านยาก และไม่ใช่ทุกเล่มจะเข้าถึงแก่นของเรื่องได้ในการอ่านครั้งแรกก็ตาม

 

โดยที่เสน่ห์ในงานเขียนของเขามาจากภูมิหลังของการที่เคยเป็นเจ้าของบาร์เพลงแจ๊ซ (Jazz club) แห่งหนึ่งในย่านใกล้ๆ สถานีรถไฟเซนดะกะยะ (Sendagaya) ไม่ว่าจะเป็นฉาก บรรยากาศ ผู้คน ความเหงา เศร้า และความรู้สึกมากมายที่ซ่อนในตัวโน้ต ไปจนถึงความเป็นตะวันตก

 

แต่ในฉากหลังของตัวเขาเอง ไคลแม็กซ์อยู่กับการตัดสินใจ 2 ครั้งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

 

 

The Running Novelist ฮารุกิ มุราคามิ เรื่องราว ‘การวิ่ง’ ที่เปลี่ยนชีวิต ‘นักเขียน’ ไปตลอดกาล 1

 

 

การตัดสินใจที่สำคัญครั้งแรกของมุราคามิ แน่นอนว่าคือการตัดสินใจที่จะเขียนนิยาย

 

ในบันทึกของนักวิ่งที่พอเขียนหนังสือได้นิดหน่อยที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร The New Yorker ในบทความขนาดยาว ‘The Running Novelist’ นักเขียนชาวญี่ปุ่นบอกเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังตั้งแต่ชีวิตในวัยทำงาน โดยเฉพาะการตัดสินใจเปิดบาร์ที่ไม่มีเพื่อนคนไหนเห็นด้วยเลย ทุกคนมองว่ามันจะเจ๊งแน่ๆ แต่สุดท้ายธุรกิจนั้นรอดและประคองตัวมาได้ ทุกอย่างกำลังไปได้ดี

 

แต่แล้ววันหนึ่งมุราคามิก็ค้นพบหัวใจของตัวเองในระหว่างการไปชมการแข่งเบสบอล

 

เขายังจำวันนั้นได้ดี – 1 เมษายน 1978 – ที่สนามเบสบอล จิงกุ สเตเดียม (Jingu Stadium) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับอพาร์ตเมนต์ของเขา ด้วยความใกล้ทำให้เขาจะหาเวลาไปเชียร์ทีมขวัญใจยาคูลต์ สวอลโลว์ (Yakult Swallows) อยู่บ่อยๆ แต่ในวันนั้นมันมีบางอย่างที่แปลกไป

 

ด้วยความสวยงามของฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น ท้องฟ้าใสที่ไม่มีเมฆเลย สายลมเย็นอ่อนๆ เขานอนดูเบสบอลอยู่บนเนินหญ้า (สนามในเวลานั้นไม่มีอัฒจันทร์) จิบเบียร์เย็นๆ ดูเกมไปด้วย ดูฟ้าไปด้วย

 

วันนั้นเป็นเกมนัดเปิดสนามของฤดูกาล สวอลโลว์เจอกับฮิโรชิมา คาร์ป ซึ่งได้ผู้เล่นหน้าใหม่ เดฟ ฮิลตัน เป็นแบตเทอร์ชาวอเมริกันมาร่วมทีม

 

ปรากฏว่าในการเล่น ฮิลตันหวดโดนลูกเสียงดังสนั่น

 

ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนๆ มุราคามิ กลับได้ยินเสียงในหัวของตัวเองขึ้นมา “ผมน่าจะเขียนนิยายได้”

 

เขาจดจำท้องฟ้าที่เปิดกว้าง ความรู้สึกของหญ้าที่ขึ้นใหม่ และเสียงสนั่นหวั่นไหวของไม้ที่กระทบกับลูกบอลที่ถูกหวดขึ้นไปลอยบนท้องฟ้าได้

 

ถึงจะไม่เคยมีความคิดในหัวมาก่อนว่าอยากจะเป็นนักเขียนนิยาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้ปลดล็อกความรู้สึกถวิลหาในการจะเขียนนิยายของเขา

 

แล้วโลกของมุราคามิก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

 

The Running Novelist ฮารุกิ มุราคามิ เรื่องราว ‘การวิ่ง’ ที่เปลี่ยนชีวิต ‘นักเขียน’ ไปตลอดกาล 2

 

 

แต่ในชีวิตการเป็นนักเขียนนั้นไม่ง่าย ความเหนื่อยยากในการทำงานเหมือนการต่อสู้กับยาพิษ

 

ยิ่งในช่วงแรกที่ยังบริหารธุรกิจของตัวเองไปด้วย และใช้เวลาหลังเลิกงานในการเขียนนิยายต่อ ทำให้ชีวิตการเป็นนักเขียนไม่ราบรื่นนัก

 

หนึ่งคือมันเหนื่อยเกินไป และสองคือการไม่มีช่วงเวลาให้ตั้งสมาธิกับการทำงานที่มากพอ

 

สุดท้ายมุราคามิก็ตัดสินใจที่จะขายกิจการบาร์ของเขาแม้ว่ามันกำลังไปได้สวย (และเป็นอีกครั้งที่เพื่อนๆ ไม่เห็นด้วยและไม่เข้าใจ) เพื่อจะมาทำอาชีพนักเขียนนิยายอย่างเดียว

 

“ขอลองสัก 2-3 ปี ถ้าไม่ดีเราค่อยกลับมาเปิดบาร์กันใหม่นะที่รัก” เขาบอกคู่ชีวิตแบบนี้

 

ถึงอย่างนั้นการเป็นนักเขียนอย่างเดียวก็ไม่ง่าย จากคนที่เคยขยับตัวตลอดเวลาในบาร์ มุราคามิค้นพบว่าการนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ และสูบบุหรี่จัดถึงวันละ 60 มวน ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี บางทีเขาอาจจะได้ตายก่อนจะประสบความสำเร็จ

 

เขาตัดสินใจเองว่าเขาต้องกลับมาออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดคือการวิ่ง เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากกว่ารองเท้าแค่หนึ่งคู่ ไม่ต้องการเพื่อนร่วมทีมก็ออกวิ่งคนเดียวได้ ไหวก็ไปต่อ เหนื่อยก็พัก ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้น

 

การตัดสินใจที่จะเริ่มออกวิ่งในวัย 33 ปีคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งที่ 2 ในชีวิจของมุราคามิ

 

เพราะนอกจากที่มันจะได้เปลี่ยนแปลงให้เขากลายเป็นคนที่กลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง การวิ่งยังเป็นการขัดเกลาให้เขากลายเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของยุคสมัยด้วย

 

เพราะการวิ่งและการเป็นนักเขียนมีสิ่งที่เหมือนกัน คือเป็นกิจกรรมที่โดดเดี่ยวทำด้วยตัวคนเดียว

 

ในช่วงเวลาของการออกวิ่งคือห้วงเวลาที่เขาจะสำรวจความคิดและจิตใจ ทั้งยังทำให้เกิดสมาธิ ขัดเกลาความคิด

 

ที่สำคัญที่สุดคือเป็นการฝึกฝนเรื่องของ ‘วินัย’ (Discipline) ซึ่งเป็นหนึ่งทักษะสำคัญของนักเขียนที่ไม่ใช่นักเขียนทุกคนจะมี และเป็นจุดตัดระหว่างนักเขียนทั่วไปกับนักเขียนผู้ประสบความสำเร็จ

 

 

The Running Novelist ฮารุกิ มุราคามิ เรื่องราว ‘การวิ่ง’ ที่เปลี่ยนชีวิต ‘นักเขียน’ ไปตลอดกาล 3

 

 

ในวันที่ประสบความสำเร็จแล้วผ่านนวนิยายหลายเล่ม มุราคามิจึงตัดสินใจถ่ายทอดเรื่องราวและแง่คิดของเขาต่อการวิ่งที่เขารักผ่านตัวหนังสือ

 

เพียงแต่เขาไม่ได้เขียนเป็นนิยาย หากเป็นบทบันทึก (Journal) ที่ชื่อว่า ‘What I Talk When I Talk About Running’ หรือชื่อภาษาไทยว่า ‘เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง’ แปลได้อย่างสละสลวยโดย นพดล เวชสวัสดิ์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2007

 

หนังสือเล่มนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีพอสมควรในหมู่นักอ่าน ด้วยเหตุผลอย่างแรกคือมันเป็นหนังสือของมุราคามิ

 

แต่สิ่งที่ดีงามที่สุดที่เกิดขึ้นคือการที่ใครหลายคนได้อ่านแล้วตัดสินใจที่จะออกวิ่งเหมือนนักเขียนที่พวกเขาชื่นชอบด้วย

 

ในหนังสือเล่มนี้มุราคามิ ถ่ายทอดเรื่องราวการวิ่งของตัวเองอย่างซื่อตรง เปิดเผย ว่าเขาตัดสินใจเริ่มวิ่งเพราะอะไร การวิ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง ไปจนถึงสิ่งสำคัญคือเขาค้นพบอะไรบ้างจากการตัดสินใจวิ่งอย่างจริงจัง

 

คำว่าจริงจังที่ว่าไม่ใช่แค่การมีวินัยในการวิ่งทุกวันเฉยๆ แต่เป็นการฝึกฝนไปจนถึงการวิ่งระดับอัลตรามาราธอนด้วยระยะทางยาวไกลถึง 100 กิโลเมตร และการลงแข่งขันไตรกีฬา

 

แต่ไม่ว่าจะวิ่งสั้นหรือวิ่งยาว สิ่งที่เขาค้นพบมีความหมายมากมายที่นำกลับมาพินิจในชีวิตจริงได้

 

เช่น ความเจ็บปวดจากการวิ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้ แต่เราเลือกได้ว่าเราจะทนรับความเจ็บปวดนั้นไหม ซึ่งเรื่องนี้เป็นสัจธรรมของทุกคนที่ออกวิ่ง เพราะมากหรือน้อย ช้าหรือเร็ว เราต่างต้องมีอาการบาดเจ็บตรงนั้นตรงนี้ หนักบ้างเบาบ้างทั้งนั้น

 

ไม่มีใครที่วิ่งแล้วไม่เจ็บ อยู่ที่ว่าเราจะรับมือแบบไหน อดทนได้มากแค่ไหน

 

หรือ ‘จังหวะของตัวเอง’ (Your own pace) ในการวิ่ง สิ่งที่ทุกคนต้องสังเกตคือ ความเร็ว (Pace) ของตัวเองในการวิ่งว่าอยู่ที่เท่าไร ช้าเกินไปหรือเร็วเกินไปไหม เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราจะต้องตามใครให้ทัน แต่อยู่ที่เราต้องรู้จักตัวเองว่าความเร็วและจังหวะของเราอยู่แค่ไหน

 

เรื่องนี้มันก็สะท้อนชีวิตได้เหมือนกัน เพราะจังหวะชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน

 

บางคนเร็ว บางคนช้า บางคนวันนี้นำหน้าวันหน้าอาจจะตามหลัง วันนี้ตามหลังพรุ่งนี้อาจจะเผลอนำหน้า เป็นไปได้ทั้งนั้น

 

ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเหมือนใคร

 

และเป้าหมายในการวิ่งของเราสำคัญกว่าเรื่องอื่น ซึ่งสำหรับการทำงานเขาก็สนใจในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานเป็นอย่างแรกมากกว่ายอดขาย รางวัล หรือชื่อเสียง

 

The Running Novelist ฮารุกิ มุราคามิ เรื่องราว ‘การวิ่ง’ ที่เปลี่ยนชีวิต ‘นักเขียน’ ไปตลอดกาล 4

 

ยังมีแง่มุมอีกมากมายที่มุราคามิค้นพบและนำมาบอกเล่าต่อ ซึ่งแม้มันจะเป็นเรื่องจากประสบการณ์ตรงของเขาคนเดียว แต่หลายเรื่องก็น่าจะเป็นประสบการณ์ร่วมที่ผู้อ่านเคยเจอ หรือจะมีโอกาสเจอเมื่อได้เริ่มวิ่งจริงๆ เหมือนเขา

 

What I Talk When I Talk About Running ในการมีอยู่แล้วจึงไม่ได้เป็นแค่หนังสือเล่มหนึ่ง แต่ควรจัดอยู่ในหมวดตำราชีวิตที่ผมคิดว่าควรค่าแก่การมีและอ่านให้จบสักครั้ง

 

ไม่ว่าจะสำหรับคนที่เริ่มวิ่ง หรือคนแค่คิดว่าอยากจะวิ่งก็ตาม

 

ชีวิตจะค้นพบอะไรบางอย่าง คำสักคำ ประโยคสักประโยค จากหนังสือเล่มนี้ที่จะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในตัวเรา

 

เหมือนการย่างเท้าวิ่งสักก้าวหนึ่ง ที่ได้ให้คำตอบกับเราว่าเรากำลังทำสิ่งนี้อยู่เพราะอะไร

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising