×

หนทาง 2 สส. ถูกขับออกจากพรรคก้าวไกลไม่ง่าย เลขา กกต. ชี้ต้องหาสังกัดภายใน 30 วัน หากไม่ได้ พ้นสภาพ-เลือกตั้งใหม่

โดย THE STANDARD TEAM
08.11.2023

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลมีมติขับ วุฒิพงศ์ ทองเหลา สส. ปราจีนบุรี และไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส. กทม. สองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากพรรค เนื่องจากถูกกล่าวหาในประเด็นคุกคามทางเพศว่า จะต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน โดยพรรคการเมืองที่ไม่มี สส. ในปัจจุบันก็สามารถรับเข้าสังกัดได้ แต่หากไม่สามารถหาพรรคได้ จะต้องพ้นสภาพการเป็น สส. และต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ สำหรับมติการขับออกนั้นเป็นเรื่องภายในพรรคที่ต้องชอบด้วยข้อกฎหมายและข้อบังคับของพรรค

 

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ระบุไว้ว่า หาก สส. คนใดพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคจากมติของพรรค ถ้า “มิได้เข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นภายใน 30 วัน…ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพ (การเป็น สส.) นับแต่วันที่พ้น 30 วันดังกล่าว

 

ย้อนเหตุการณ์ สส. ถูกขับออกจากพรรค ตั้งแต่ปี 2562-2566 พบว่าเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น 5 ครั้ง 

 

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่มีมติขับ สส. 4 คนออกจากพรรค เนื่องจากทั้ง 4 คนสวนมติพรรคโดยไม่ลงคะแนนโหวตในหลายครั้ง ได้แก่

 

  • กวินนาถ ตาคีย์ สส. ชลบุรี ย้ายไปสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท
  • พ.ต.ท. ฐนภัทร กิตติวงศา สส. จันทบุรี ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ
  • จารึก ศรีอ่อน สส. จันทบุรี ย้ายไปสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท
  • ศรีนวล บุญลือ สส. เชียงใหม่ ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

 

ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 พรรคเพื่อไทยมีมติขับ สส. 2 คน ออกจากพรรค เนื่องจากมีพฤติการณ์กล่าวหาทำลายภาพลักษณ์และชื่อเสียงของพรรค ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรค ได้แก่

 

  • ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สส. อุตรดิตถ์ ย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อชาติ
  • พรพิมล ธรรมสาร สส. ปทุมธานี ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

 

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566 พรรคพลังประชารัฐมีมติขับ สส. 21 คน จากกลุ่ม ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยเหตุผลคือมีการเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างพรรคขนาดใหญ่ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคง ความเป็นเอกภาพ และเสถียรภาพของพรรค ความขัดแย้งในพรรค ซึ่งทั้ง 21 สส. ได้ย้ายไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย ก่อนจะย้ายกลับมายังพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง 

 

ครั้งที่ 4 ในช่วงต้นปี 2566 ก่อนรัฐบาลจะหมดวาระ และประกาศยุบสภา วันที่ 30 มกราคม 2566 บุญญาพร นาตะธนภัทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมแผ่นดิน และวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลเมืองไทย ทั้ง 2 คนถูกขับออกพ้นพรรค และย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ 

 

ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 พรรคก้าวไกลมีมติขับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส. พิษณุโลก และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พร้อมแถลงการณ์ระบุว่า พรรคก้าวไกลต้องการทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์ และให้ ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคคนใหม่ ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน แต่เนื่องด้วยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามพรรคการเมืองที่เป็นหัวหน้าฝ่ายค้านต้องไม่มี สส. เป็นประธานสภาหรือรองประธานสภา เมื่อพรรคได้คุยกับปดิพัทธ์แล้วยังยืนยันที่จะทำหน้าที่รองประธานสภาต่อ จึงเป็นเหตุผลให้ต้องขับปดิพัทธ์ออกจากพรรค และปดิพัทธ์ก็สามารถสังกัดใหม่คือพรรคเป็นธรรมได้ภายใน 30 วัน 

 

ทว่าหากครบกำหนด 30 วันแล้ว แต่ 2 สส. ยังหาพรรคสังกัดไม่ได้ ก็จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมือง เพราะที่ผ่านมายังไม่มี สส. คนใดที่ถูกขับออกจากพรรคแล้วไม่สามารถหาพรรคใหม่ได้ภายในระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 

 

จุดหมาย 2 สส. พรรคไหนจะอ้าแขนรับ

 

แต่ทั้งนี้หาก 2 สส. สามารถหาพรรคใหม่ได้ตามกำหนดภายใน 30 วัน สิ่งที่น่าจับตาคือ พรรคที่รับ 2 สส. เข้ามานั้นเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่หรือพรรคใหม่ที่เพิ่งจัดตั้ง หากเป็นพรรคเล็กแล้วมี สส. เพิ่มเข้ามา จะส่งผลให้พรรคมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น กลายเป็นว่าจากพรรคเล็กที่ไม่มีใครรู้จัก อาจจะสร้างตัวตนขึ้นมาในช่วงโอกาสนี้ก็ได้ และเสียงในการโหวตวาระต่างๆ ในสภาก็จะถูกจับตามอง 

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นพรรคใหญ่หรือพรรคเก่าแก่ เปอร์เซ็นต์การรับ 2 สส. เข้ามานั้นน้อยมาก เพราะถือว่าไม่คุ้มกับการที่จะต้องตอบคำถามกับประชาชนว่าทำไมถึงรับเข้ามา เนื่องจาก 2 สส. ถูกขับออกเกี่ยวกับกรณีการคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตอบกับสังคมได้ และคิดว่าพรรคใหญ่น่าจะใช้โอกาสนี้รอการเลือกตั้งใหม่มากกว่า เพราะสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใหม่ของพรรคตัวเองเข้าไปชิงเก้าอี้ สส. ในพื้นที่ดังกล่าวได้ 

 

อ้างอิง:


READ MORE






Latest Stories